SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าว MotoGP อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู

เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตหลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้ข่าวสารเรื่องการปรับเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับรถแข่งในรายการ MotoGP กันไปแล้ว มาวันนี้เราจะไป เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 กันครับว่ามีอะไรบ้าง – เครื่องยนต์ในคลาส MotoGP จะถูกลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 850 ซีซี โดยขนาดกระบอกสูบจะลดจาก 81 ม.ม.เหลือเพียง 75 ม.ม. โดยจะต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบและ 4 จังหวะเช่นเดิม – ค่ายผู้ผลิตที่ลงแข่งในปี 2026 จะเริ่มต้นฤดูกาล 2027 ในแรงค์ B ซึ่งแรงค์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนอีกในช่วงกลางฤดูกาล 2027 โดยอิงจากผลงานในช่วงแรกของฤดูกาล 2027 เพียงอย่างเดียว ผลงานก่อนหน้านี้ไม่นับ และแรงค์ปกติจะกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากจบฤดูกาล 2027 ส่วนค่ายรถใดที่ไม่ได้ทำการแข่งขันในปี 2026 แต่เริ่มแข่งในปี 2027 จะนับเป็นแรงค์ D และจะมีการปรับเปลี่ยนแรงค์อีกครั้งแบบเดียวกันนี้ – จำนวนเครื่องยนต์สำหรับนักแข่งที่เซ็นสัญญายาวจะถูกลดเหลือเพียง 6 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาลในกรณีที่การแข่งมีทั้งหมด 20 สนาม และเป็น 7 เครื่องในกรณีมีการแข่งทั้งหมด 21 – 22 สนาม – ค่ายรถที่อยู่ในแรงค์ D จะมีสิทธิ์พิเศษ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ได้มากขึ้น 2 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาล ต่อนักแข่ง 1 คน – ทุกทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูล GPS ของนักแข่งทุกคนได้เมื่อจบเซสชันแต่ละเซสชัน – ในพิกัด MotoGP จะถูกปรับลดเรื่องจำนวนอัตราทดเกียร์ได้ไม่เกิน 16 ชุดจากเดิม 24 ชุด (อัตราทดเกียร์ทั้งหมด 6 เกียร์ ใช้ชุดเฟืองเกียร์ทั้งหมด 6 ชุด ดังนั้นจะต้องเลือกใช้ชุดอัตราทดเกียร์อย่างชาญฉลาดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับทุก ๆ สนาม เพราะถูกจำกัดจำนวน) บวกกับเฟืองเพลาขับได้อีก 4 ชุดต่อ 1 ฤดูกาล – น้ำหนักรถขั้นต่ำจากเดิมจะต้องไม่เบาไปกว่า 157 กิโลกรัมจะกลายเป็น ไม่เบาไปกว่า 153 กิโลกรัมแทน – ไม่อนุญาตเรื่องอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถอีกต่อไป (Ride Height Device) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยออกตัวที่จะทำงานตอนเริ่มการแข่งขันด้วย (Holeshot Device) – มีการลดความจุของถังน้ำมันลงเหลือ 20 ลิตรสำหรับการแข่งขันปกติ และเติมน้ำมันได้แค่ 11 ลิตรสำหรับการแข่งสปรินต์เรซ   – จำกัดเรื่องความกว้างของแฟริ่งแอโรด้านหน้าหรือวิงเล็ตด้านหน้าเหลือ 550 ม.ม.จากเดิม 600 ม.ม. หรือแคบลง 5 ซม.นั่นเอง จำกัดเรื่องความสูงของด้านท้ายรถเหลือ 1,150 ม.ม.จากเดิม 1,250 ม.ม.หรือท้ายรถเตี้ยลง 10 ซม. จำกัดเรื่องส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุด (จมูกแฟริ่งหน้า) ให้สั้นลง 50 ม.ม. นอกจากนี้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแอโรไดนามิกส์ที่อยู่ด้านหลังนักแข่ง หรือวิงก์เล็ตที่ด้านท้าย จะต้องยื่นขอรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนนึงของแอโรบอดี้ก่อน และจะอนุญาตให้มีการอัปเดตได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล หรือก็คือต้องใช้น้ำมันแบบยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะแล้วมากลั่นแบบที่เราใช้กันปกติในทุกวันนี้นั้นเอง อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิว หรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ โดยผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ TWG1 ที่เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงกับตัวแทนของทาง Dorna และทีมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ซึ่งทางดอร์น่าเองระบุว่าเพื่อความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่การแข่งขันจะแซงกันได้ง่ายขึ้น สูสีกันมากขึ้น ใกล้เคียงกับรถทั่วไปมากขึ้น และนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนแปลงวงการเลยทีเดียว ซึ่งอนาคตก็อาจจะส่งผลต่อรถบ้าน ๆ หรือรถโปรดักชันด้วยอย่างแน่นอนทีเดียวครับ ซึ่งก็คงอีกหลายปีทีเดียว หรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าแทนไปเลยก็ได้ ถ้าเทคโนโลยีแบตเตอรี่มันพัฒนาได้เร็วจนสามารถทำระยะทางได้ไกล ชาร์จได้เร็ว โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป จุดนั้นโลกก็จะเปลี่ยนอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ คว้า Top 10 โมโตทู สนาม 4 เฆเรซ

ก้อง สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครการ “Race to the dream” คว้าท็อปเท็นในศึก โมโตทู เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนาม 4 รายการ สแปนิช กรังด์ปรีซ์ เก็บเพิ่ม 6 แต้มจากเรซสุดหินที่ เซอร์กิโต เด เฆเรซ ประเทศสเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะนักบิดรุ่นน้องชาวไทยอย่าง “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี ปรับตัวยอดเยี่ยมบิดคว้าอันดับ 24 ในรุ่น โมโตทรี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ นักบิดไทยเจ้าของรถแข่งหมายเลข 35 เริ่มจากกริดที่ 12 และออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 10 อย่างรวดเร็ว ทว่าจากความผิดพลาดเล็กน้อยในรอบแรก ทำให้ร่วงลงไปถึงอันดับ 18 แต่บิดสู้ไล่ทำอันดับคว้าท็อปเท็นได้สำเร็จ ด้วยเวลา 35 นาที 56.009 วินาที เก็บ 6 แต้มจากเรซสุดหิน รั้งอันดับ 14 บนตารางแชมเปี้ยนชิพหลังผ่าน 4 สนามแรก ด้าน “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งชาวไทยเจ้าของหมายเลข 5 จาก ฮอนด้า ทีม เอเชีย เดินหน้าปรับตัวกับการแข่งขันใน โมโตทรี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ ได้อย่างต่อเนื่อง บิดคว้าอันดับ 24 ด้วยเวลา 34 นาที 16.570 วินาที ทั้งนี้ สองนักบิดไทยอย่าง ก้อง สมเกียรติ และ “ก๊องส์-ธัชกร” มีคิวดวลความเร็วในศึก เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ สนามต่อไป ระหว่างวันที่ 10-12 พฤษภาคมนี้ ที่ เลอมองส์ เซอร์กิต ประเทศฝรั่งเศส ในรายการ เฟรนช์ กรังด์ปรีซ์ แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

จบทุกข่าวลือ Fabio ต่อสัญญากับ Yamaha

จบทุกข่าวลือ Fabio ต่อสัญญากับ Yamaha ถึง 2026 ยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด รู้สึกยินดีเป็นอย่างที่จะประกาศว่า Fabio Quartararo จะยังคงอยู่กับทีม Yamaha Factory Racing MotoGP ไปอีก 2 ปี เรียกว่า จบทุกข่าวลือ Fabio ต่อสัญญากับ Yamaha ยาวถึงปี 2026 การเหนี่ยวรั้งนักแข่งแดนน้ำหอมมากพรสวรรค์เป็นพิเศษผู้นี้ถือเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของโรงงานอิวาตะ โดยพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะสนับสนุนหรือว่าซัพพอร์ต Quartararo การตัดสินใจของเขาที่จะอยู่ต่อกับทีมสีน้ำเงินน่าจะได้รับอิทธิพลจากความมุ่งมั่นของยามาฮ่าที่จะกลับมาคว้าชัยอีกครั้งผ่านการพัฒนา YZR-M1 อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ 4 ปีที่อยู่ด้วยกัน แต่ส่วนผสมระหว่าง Quartararo-Yamaha ก็กลายเป็นที่ยอมรับในหมู่แฟน ๆ MotoGP ว่าเป็นส่วมผสมที่ลงตัว ความสำเร็จของการร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เขาคว้าแชมป์โลกครั้งแรกได้ในปี 2021 ตั้งแต่ฤดูกาลแรกของเขากับทีมโรงงาน และรองแชมป์โลกในปี 2022 ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานอันโดดเด่นของเขายังรวมไปถึงชัยชนะ 8 ครั้ง และโพเดียม 21 ครั้งกับทีมโรงงานตลอดปี 2021 – 2024 และยังมีชัยชนะอีก 3 ครั้งกับอีก 10 โพเดียมกับทีมอิสระ 2 ปีก่อนหน้านั้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านี้เขายังสามารถออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลได้มากถึง 16 ครั้ง จากแถว 41 ครั้ง จากการลงแข่งขันในระดับสูงสุด 93 ครั้งกับเจ้า YZR-M1 ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ ประกอบกับฝีมือที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ แรงจูงใจที่หาใครเทียบยาก และบุคลิกภาพที่ร่าเริงแจ่มใส ทำให้ยามาฮ่ามั่นใจเต็มเปี่ยมกับการร่วมมือของนักแข่งวัย 24 ปีผู้นี้นั่นมีให้ ความเห็นจาก #20 Fabio Quartararo ผมดีใจมาก ๆ ที่จะประกาศว่าผมจะผจญภัยในชุดสีน้ำเงินต่อไป! “เมื่อฤดูหนาวที่แล้ว ยามาฮ่าได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าพวกเขามีแนวทางใหม่ และแนวคิดที่ดุดัน ความมั่นใจของผมจึงสูงมาก เราจะกลับไปยืนยังแถวหน้าด้วยกันอีกแน่นอน!” “6 ปีก่อน พวกเขาให้โอกาสผมข้าวขึ้นมาแข่ง MotoGP และนับแต่นั้นมาเราก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน เรายังมีเส้นทางยาวไกลรออยู่ข้างหน้าให้เรากลับไปสู้เพื่อชัยชนะอีกครั้ง ผมจะตั้งใจทำงานให้จงหนัก และผมมั่นใจว่าเราจะทำความฝันของเราให้สำเร็จด้วยกันอีกครั้ง” อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ   นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย ผู้ชนะการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 ในเรซแรกที่มียางพีเรลลี่เป็นผู้ซัพพอร์ต ก็คือ Alonso Lopez (Sync SpeedUP / Boscoscuro) ในรุ่น Moto2 และ David Alonso (CFMOTO Aspar Team) ในรุ่น Moto3 ซึ่งเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะไปในศึก Qatar Grand Prix ซึ่งเป็นสนามแข่งของรายการ MotoGP 2024 ถือว่า Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย เลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จากยางถือว่าออกมาในแง่บวกและก็เป็นพึงพอใจมากสำหรับทางพีเรลลี่กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ สถิติเวลาแล็ปมากมายถูกทำลายกันตั้งแต่เซสชันแรกเมื่อวันศุกร์ และประสิทธิภาพยางที่คงเส้นคงวาก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้วกับการแข่งขันในสนามแรกบนสนามที่ต้องการยางคุณภาพดีมากที่สุดสนามนึง เราพอใจกับผลลัพธ์ที่เราได้มาภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก   “เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่านี่คือการแข่งขันระดับกรังปรีซ์ครั้งแรกของทางเรา และสนามแห่งนี้ยังเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับยางรถแข่งมากที่สุดสนามนึงในฤดูกาลนี้ ในรุ่น Moto3 เราได้เห็นการแข่งขันที่เร็วมาก ๆ โดยมีเวลาแล็ปเร็วขึ้นเกือบ 2 วินาทีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งคำถามอะไรอีกเลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีแค่ไหน และในคลาส Moto2 นี้เรายังได้เห็นการเลือกยางแข่งที่แปลกมาก ๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่น Moto2 แต่อย่างที่เราแจงไปเมื่อวาน นักแข่งมีเวลาฝึกซ้อมน้อย โดยมีแค่ตอนทดสอบที่ Portimão และการซ้อมในรอบ Practise แรกในวันศุกร์ช่วงเย็นแค่นั้น พวกเขาได้ขี่กันไม่กี่แล็ปเนื่องจากสภาพอากาศ และยังทำให้การเลือกยางนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้มียางหลากหลายสูตรผสมถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน ใครที่ใช้ยางหลัง SC1 ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันเมื่อวันก่อน กลับกลายเป็นยางที่ไม่ดีสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์ และเสียเปรียบให้กับนักแข่งที่เลือกยาง SC0 ซึ่งนักแข่งที่ได้ขึ้นโพเดียมเลือกใช้กันทุกคน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราตระหนักดีว่ายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้สำหรับรุ่น Moto2 มันอาจจะต้องใช้เวลาซักสองหรือสามสนามเพื่อที่จะเซ็ตอัปรถให้ลงตัว และให้นักแข่งได้ปรับตัวเข้ากับยางใหม่สักหน่อย ผมเองอยากจะบอกว่าพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ที่ดุดันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนได้แล้ว และนี่คือสัญญาณที่ดี และสำหรับการแข่งขัน Asia Talent Cup ผลการแข่งขันก็ได้พูดแทนตัวมันเองแล้ว แถมยังมีรอยยิ้มของนักแข่งในช่วงท้ายของการแข่งขันให้เราเห็นอีกด้วย มันเหมือนเป็นดั่งของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราเลย การเลือกยางและการแข่งขัน การแข่งขันในรุ่น Moto2 เป็นรุ่นที่มีการเลือกยางที่หลากหลายมากที่สุด มีการผสมกันระหว่างยางหน้าและยางหลังออกมาหลายรูปแบบ แม้ว่ายาง SC1 จะเป็นตัวเลือกหลัก มีนักแข่งหลายคนเลือกใช้ (ทั้งในยางหน้าและยางหลัง) แต่ SC0 กลับเป็นยางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยางหลังที่ได้รับชัยชนะ โดยมีนักแข่งบนโพเดียทั้ง 3 คนเลือกใช้ ซึ่งได้แก่ Lopez (อันดับ 1) และ Garcia (อันดับ 3) ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC1 ขณะที่ Baltus (อันดับ 2) เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC2 ขณะที่การเลือกยางในรุ่น Moto3 นั้นค่อนข้างชัดเจนและเป็นเอกฉันท์มากกว่า โดยนักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยาง SC2 + SC2 กัน มีเพียง Matteo Bertelle (Rivacold Snipers Team / Honda), Nicola Carraro (LEVELUP – MTA / KTM) และ ก๊อง ธัชกร บัวศรี (Honda Team Asia / Honda) เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหลัง ยังมีนักแข่งผู้แปลกแยกอย่าง Joel Kelso (BOE Motorsports / KTM) ที่พอใจเลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง นอกจากนี้ในรุ่น Moto3 นักแข่งนั้นทำเวลาได้เร็วขึ้นมาก โดยเวลาแข่งนั้นจบลงเร็วกว่าฤดูกาลที่แล้ว 2023 ถึงครึ่งนาที โดย Tatsuki Suzuki (Liqui Moly Husqvarna Intact GP / Husqvarna) เป็นคนที่ทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดในแล็ปที่ 3 ของเขา โดยได้เวลา 2’03.135 นาที ทำลายสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันเดิมมากกว่า 2 วินาที งานนี้เราก็ต้องดูกันต่อไปว่าสนามต่อ ๆ ไป เมื่อนักแข่งทั้งหลายได้มีเวลาซ้อมและเซ็ตรถมากเพียงพอแล้ว ผลงานจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ยางพีเรลลี่จะสามารถพิสูจน์ตนเองในรุ่น Moto2 ได้ชัดเจนมากขึ้นมั้ย

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati จับมือ Pecco ลุยต่อเนื่องถึงปี 2026 

Ducati จับมือ Pecco ลุยต่อเนื่องถึงปี 2026  ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ค่ายปีศาจแดง โดยดูคาติประกาศเดินหน้าต่อสัญญากับ Francesco Bagnaia นักบิดแชมป์โลก MotoGP ชาวอิตาลีจาก Ducati Lenovo Team ต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งทำให้เจ้าตัวยังครองตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026  ด้วยผลงานคะแนนรวมสูงสุดจนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัย “เป็กโก้” นับว่าเป็นนักบิดที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกของการแข่งขันโมโตจีพีปี 2019 และย้ายสู่ทีมโรงงานในปี 2021 และแล้วก็ฉายแววดาวรุ่งด้วยการคว้ารองแชมป์โลกในฤดูกาลนั้น  จนกระทั่งปัจจุบันกับตำแหน่งอันดับ 1 หัวแถวของตารางที่ทำให้เขาเป็นนักบิดที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้   คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าช่วงเวลานี้ นักบิดชาวอิตาลีกับรถแข่ง Desmosedici GP นับว่าเป็นคู่หู คู่บุญที่แข็งแกร่งที่สุด แถมเป็นตัวแข่งรุ่นที่มีการอัปเกรดล่าสุดที่เจ้าตัวการันตีอีกด้วยว่าดีกว่าทุกด้าน พร้อมโชว์ให้เห็นกับการทดสอบในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา โดยทำเวลาได้ดีที่สุดทั้งในสนามเซปังฯ และโลเซล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่ดี ยังไงเราก็มารอลุ้นกันกับการแข่งขันในสนามแรกที่จะเกิดขึ้นในการ์ตา อาทิตย์ที่ 8-10 มีนาคมนี้ รอชมได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LCR Honda เปิดตัวทีม 2024 พร้อมส่ง Nakagami ล่าโพเดียมในปีนี้

LCR Honda เปิดตัวทีม 2024 พร้อมส่ง Nakagami ล่าโพเดียมในปีนี้ อัดแน่นต่อเนื่องหลังจากเปิดตัวทีมโรงงานอย่างเรปโซลฮอนด้าไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เรามาชมกันอีกฝั่งหนึ่งจากทีมฮอนด้าที่แอดมินค่อนข้างแอบเชียร์เป็นพิเศษกับ LCR Honda และความพิเศษในฤดูกาลนี้ที่นอกจากเปิดตัวนักบิดใหม่อย่าง Johann Zarco’s (Castrol HondaLCR) กันไปแล้ว อีกหนึ่งทีมเมทที่เป็นขวัญใจแม่ยกอย่าง “พ่อนาค” Takaaki Nakagami (idemitsu Honda LCR) ก็พร้อมควบม้าศึกรุ่นล่าสุดอย่างเจ้า Honda RC213V ปี 2024 ล่าโพเดียมในฤดูกาลนี้เช่นเดียวกัน  โดยในฤดูกาลนี้นักบิดชาวญี่ปุ่นยังคงเลือกใช้เฉดสีเดียวกันกับตัวแข่งในฤดูกาลก่อน ๆ กับสีขาว สีแดง ผสมกับเทกเจอร์บางส่วนที่เป็นสีทอง และมีเพียงลวดลายบางส่วนที่มีการปรับเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  และปีนี้ก็นับเป็นปีที่ 7 ของเจ้าตัวที่ได้ร่วมงานกับทาง LCR Honda และยังเป็นนักแข่งชาวเอเชียเพียงคนเดียวในเวทีการแข่งขันระดับโลก แถมยังเคยทำผลงานดีที่สุดในปี 2020 อีกด้วย และแน่นอนว่ามีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดา สำหรับผลงานในช่วงที่ผ่านมาที่ถือว่ายังไม่ลงตัวมากนัก ด้วยผลคะแนนรวมอันดับที่ 18 ในฤดูกาล 2022 และ 2023 ซึ่งในฤดูกาลนี้ยังเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทายและกดดัน ซึ่งเจ้าตัวก็พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักทั้งในเรื่องของการแข่งขันและการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาตัวแข่งโปรโตไทป์ของเจ้า RC213V  โดยประเด็นความสนใจของหลาย ๆ คน ซึ่งนอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาแล้ว คงมุ่งไปที่สมรรถนะโฉมตัวแข่งรุ่นล่าสุด ว่าจะสามารถเทียบอสูรกายจากทางฝั่งยุโรปได้หรือไม่ ยังไงก็ต้องมาลุ้นกัน โดยจะเริ่มทำการแข่งขันเรซแรกในวันที่ 8-10 มีนาคมนี้ อย่างไรก็ดีก็ขอเชียร์เป็นกำลังใจให้กับทีมแข่งและนักบิดสำหรับปีนี้ด้วยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน ยังคงใช้รหัสเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับตัวแข่งระดับตำนานอย่าง Honda RC213V แต่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อปี 2012 ทีนี้มีสเปกอะไรยังไงน่าสนใจ เราจะพาไปส่องกันครับ บอดี้เวิร์ค บอดี้เวิร์คหรือว่าแฟริ่งของรถแข่งโมโตจีพีนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่มีการใช้วิงก์เล็ตเพิ่มมากขึ้น ชิ้นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้มีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งทางวิศวกรของ HRC เองก็พยายามที่จะรีดสมรรถนะของเจ้า RC213V คันนี้ออกมาให้สุดด้วยเจ้าพวกนี้นี่ล่ะ และในทุก ๆ ปีแฟริ่งและชิ้นส่วนเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้ก็มีรการเปลี่ยนแปลงไปตลอด และบางชิ้นก็เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดเจนเพียงแว่บแรกที่เห็น เครื่องยนต์เครื่องยนต์ 4 สูบวีขนาด 1000 ซีซีเครื่องนี้ได้มีการออกแบบมาให้รีดพละกำลังออกมาได้มากที่สุดกว่า 241.38 แรงม้า โดยที่ยังคงมีความทนทานมากพอที่จะแข่งขันได้ตลอดทั้งฤดูกาล หรือ 21 เรซ 21 สปรินท์ ในปี 2024 การพัฒนาสำหรับฤดูกาล 2024 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงในหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวม เครื่องยนต์มีการพัฒนามากขึ้นในเรื่องของอัตราเร่งและท็อปสปีด ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปในเรื่องของการลดน้ำหนัก แชสซี ปี 2024 นี้มีการเปลี่ยนแปลงแชสซีในหลากหลายวิธี เพื่อที่จะเพิ่มบาลานซ์ในการเข้าโค้งและความเสถียรให้ดีที่สุด โดยตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดพละกำลังเครื่องยนต์ลงสู่ยางให้ได้มากที่สุด เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์มีน้ำหนักเบา ทว่าก็มีความแข็งและความแข็งแรงที่จำเป็นต่อการถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นที่พอดีที่จะช่วยให้ยางยึดเกาะได้เต็มที่   ระบบกันสะเทือน ส่วนของระบบกันสะเทือนก็ยังคงเป็นทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งระบบกันสะเทือนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อกันระหว่างล้อ แชสซีและผู้ขับขี่ มันมีหน้าที่ในการพยายามให้ยางรักษาหน้าสัมผัสกับพื้นและพยายามรักษากริปหรือการยึดเกาะไว้ให้ได้มากที่สุดตลอดทั้งเรซแทร็ก ดังนั้นทาง Repsol Honda Team จึงได้มีช่างเทคนิคจากทาง Ohlins มาดูแลนักแข่งทั้งสองคนของทีม ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพยายามหาทางพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ระบบเบรก จานเบรกคาร์บอนด้านหน้าจากทาง Brembo ซึ่งการันตีพลังในการหยุดรถอันน่าทึ่งและช่วยสร้างภาพลักษณ์ตอนที่นักแข่งกำลังจะเข้าโค้งด้วยล้อหน้าเดียงอย่างเดียวจากการที่พวกเขาเบรกกันเต็มลิมิต หากมีแทร็กเปียกนักแข่งบางคนอาจจะเปลี่ยนไปใช้จานเบรกธรรมดาแทนซึ่งจะสามารถทำงานที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะในสภาพอากาศไหน ฝาครอบภายนอกและท่อสำหรับระบายความร้อนก็สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบเบรกให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมได้ ข้อมูลทางเทคนิค (Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน เท่าที่เปิดเผย)    ความยาวโดยรวม (ม.ม.) 2052 ความกว้างโดยรวม (ม.ม.) 645 ความสูงโดยรวม (ม.ม.) 1110 ระยะฐานล้อ (ม.ม.) 1435 ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น (ม.ม.) 115 น้ำหนัก (กิโลกรัม) ตามเกณฑ์ของ FIM เครื่องยนต์ 4 สูบวี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 1000 ซีซี แรงม้า มากกว่า 241.38 แรงม้า ท็อปสปีด มากกว่า 358.884 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฟรม อลูมิเนียมทวินสปาร์ ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins และโปรลิงก์ ความจุถังน้ำมัน 22 ลิตร ราคา ประมาณ 108 ล้านบาท   อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับปีนี้ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญของทางทีม Repsol Honda Team MotoGP ไม่เพียงแต่เป็นปีที่ 30 ของของการร่วมมือกันระหว่าง Honda กับทาง Repsol เพื่อแข่งขันในรายการระดับสูงสุดนี้ เป็นแชมป์ร่วมกัน 15 แชมป์โลก นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ขาด Marc Marquez ที่อยู่สร้างแชมป์โลกให้กับฮอนด้าในคลาสสูงสุดถึง 6 สมัย แต่ก็นับเป็นการเปิดยุคใหม่ของฮอนด้า ทำให้เจ้า Honda RC213V 2024 มาในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย   สำหรับเจ้ารถแข่งคันใหม่นี้โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาด้วยโลโก้คำว่า Honda สีขาวบนลายกราฟิกสีน้ำเงินเข้มสุดโดดเด่น พร้อมโชว์ลวดลายคาร์บอนลายตารางลายใหญ่ เพิ่มมิติให้ตัวรถ และเพิ่มความดุดันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดสเปกเราจะเจาะลึกกันในคราวหน้า เบื้องต้นคือเน้นหนักเรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์และช่วงล่าง เพื่อให้มีอัตราเร่งและท็อปสปีดที่ดียิ่งขึ้น ปีนี้จะมีนักแข่งลงทำการสู้ศึก 2 คนได้แก่ Joan Mir ที่จะเป็นปีที่สองของเขาแล้วกับทางทีม ประสบการณ์ที่เคยคว้าแชมป์ในปี 2020 และประสบการณ์การขับขี่ในปี 2023 กับทางทีมถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาในปี 2024 และอีกคนก็คือ Luca Marini นักแข่งหนุ่มอิตาลีวัย 26 ปี กลายเป็นนักแข่งคนที่ 20 ที่ได้ใส่เสื้อทีมเรปโซลฮอนด้า ซึ่งจะเป็นปีที่ 4 ของเขาในคลาสสูงสุด โดยใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาสามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 2 โพเดี้ยม 2 โพลโพซิชัน 4 สปรินท์เรซโพเดียม สุดท้ายนี้เราก็สามารถไปรอดูผลงานกันได้ โดยจะไปซ้อมกันก่อนเปิดฤดูกาลอีกที่ที่ Lusail International Circuit ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันในสนามเดียวกันนี้ในวันที่ 8 – 10 มีนาคม แล้วเราจะได้รู้กันว่าการพัฒนาของค่ายปีกนกนั้นทำได้ดีแค่ไหนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing 2024 พร้อมลุยศึก MotoGP

เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing 2024 พร้อมลุยศึก MotoGP  ปี 2024 ปีนี้จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญของค่ายส้ม เคทีเอ็ม ซึ่งนับจะเป็นปีที่ 8 แล้วสำหรับการเข้ามาทำการแข่งขัน MotoGP ของทางค่าย และวันนี้ทางค่ายก็ได้ทำการ เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing สำหรับรถแข่ง KTM RC16 จะมาพร้อมลวดลายใหม่ปี 2024 พร้อมเป้าหมายสู่การทำผลงานได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ดีกว่าอันดับที่ 4 ในแง่ของอันดับนักแข่ง อันดับ 2 ประเภททีมโรงงาน อันดับ 4 ประเภททีม ทั้งนี้ผลงานที่ผ่านมาทางค่ายได้ชัยชนะมาทั้งหมด 7 ครั้งกับอีก 2 สปริ้นท์เรซนับตั้งแต่ปี 2017 จากนักแข่ง 2 คน ส่วนปีนี้จะมี Brad Binder นักแข่งวัย 28 ปีซึ่งในปีนี้จะเป็นปีที่ 5 ของเขาแล้วกับการแข่งขันในคลาสสูงสุดกับ RC16 และ 10 ปีแล้วกับสังกัดเรดบูลเคทีเอ็ม โดยผลงานของนักแข่งชาวแอฟริกาใต้คนนี้คือชนะมาแล้ว 2 เรซ และ 2 สปริ้นท์เรซ กับอีก 8 โพเดียมและอีกคนก็คือ Jack Miller นักแข่งวัย 29 ปี ปีนี้จะเป็นปีที่ 10 ของเขาในรายการ MotoGP และเป็นปีที่ 3 ภายใต้สีส้มของนักแข่งแดนจิงโจ้ มีผลงานคว้าโพเดียมแรกภายใต้สังกัดเคทีเอ็มเมื่อปี 2023 และสุดท้ายนี่ทางค่ายก็ตั้งเป้าจะเขย่าสถิติเวลาใหม่ ๆ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ในฐานะรถที่เร็วที่สุดในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่มีอายุอานามมานานกว่า 75 ปี ทั้งยังมีฐานผู้ชมในสนามกว่า 3 ล้านชีวิต เหนือไปกว่าอื่นใด รถคันใหม่นี้มาพร้อมชิ้นส่วนและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยสุดเท่าที่ทางวิศวกรของทางแบรนด์จะเนรมิตรให้ได้ แฟน ๆ ค่ายส้มอย่าลืมไปติดตามเชียร์กันล่ะครับเพื่อน ๆ ส่วนตัวผมนั้นผมบอกเลยว่าค่ายนี้เขามาแรงขึ้นทุกปีจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องรถแข่ง Yamaha YZR-M1 2024

ส่องรถแข่ง Yamaha YZR-M1 2024 สเปกเป็นไง ลองไปดู ก็เปิดตัวกันไปแล้วสำหรับ Monster Energy Yamaha MotoGP Racing Team มาพร้อมกับรถแข่งคันใหม่ มาวันนี้เราก็เลยพาทุกท่านไป ส่องรถแข่ง Yamaha YZR-M1 2024 มีอะไรยังไง เท่าที่มีข้อมูล ลองไปดูกันได้เลยครับ สำหรับรูปโฉมนั้นลวดลายกราฟิกนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากปีที่แล้วมากนัก หลัก ๆ ก็จะมาในโทนสีน้ำเงิน ดำ พร้อมโลโก้ Monster Energy ที่เป็นสปอนเซอร์หลัก ส่วนที่เปลี่ยนไปก็เห็นจะมีก็เรื่องของสปอนเซอร์เจ้าใหม่ ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะที่เด่น ๆ ก็จะเป็น “The Call of The Blue” ของทางยามาฮ่า อินเดีย และก็จะมีชิ้นส่วนแฟริ่ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแอโรไดนามิก ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงแบบครอสเพลนแครงค์ชาฟต์ ขนาด 1000 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมแรงม้ามากกว่า 270 แรงม้า แต่ไม่มีตัวเลขแรงบิดระบุ ควบคุมพละกำลังด้วยระบบ ECU จากทาง Marelli ระบบเกียร์จะเป็นเกียร์ 6 สปีดแบบคาสเซ็ทไทป์ มีถังน้ำมันขนาด 22 ลิตร ช่วงล่างทางค่ายใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบเดลต้าบ็อกซ์ มีระบบกันสะเทือนตัวสุดจากทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แน่นอนว่าปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คคาร์บอนหัวกลับ Ohlins TSB46 และด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยว Ohlins RVP50BDB และสวิงอาร์มอลูมิเนียม ระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นจากทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคาร์บอนคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 แบบโมโนบล็อกพร้อมครีบระบายความร้อน ลูกสูบไทเทเนียม 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo อลูมิเนียม 2 ลูกสูบร่วมกับดิสก์เบรก ส่วนล้อและยางนั้นล้อจะเป็นล้อแม็กนีเซียมฟอร์จ 17 นิ้วรัดด้วยยางสลิกจากค่ายมาสค็อตตัวอ้วนที่มีขนาดฟังดูแปลก ๆ เนื่องจากใช้หน่วยวัดไม่เหมือนยางปกติคือ 12/60-17 และ 20/69-17 ซึ่งจะมีหน่วยเป็นเซ็นติเมตร อีกทั้งยังเลขชุดที่ 2 ยังไม่ได้หมายถึงความสูงของไหล่ยางแต่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรอบนอกของยางเป็นเซ็นติเมตรเช่นกัน สุดท้ายนี้ตัวรถมีน้ำหนักมากกว่า 157 กิโลกรัมตามกติกาของทาง FIM ถือว่าสุดยอดมาก ๆ ส่วนรายละเอียดเรื่องระบบต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีการเปิดเผยออกมา นอกจากนี้เรื่องราคาของตัวรถก็ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจน แต่มีการคาดการณ์กันว่าราว ๆ  2.5 ล้านดอลลาร์หรือราว ๆ 90 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทีมโรงงานยามาฮ่า เปิดตัวทีมแข่ง พร้อมไล่ล่าแชมป์ MotoGP 2024

ทีมโรงงานยามาฮ่า มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี เผยโฉมรถแข่ง YAMAHA YZR-M1 เวอร์ชันปี 2024 ที่จะใช้ลงทำการชิงชัยในฤดูกาลนี้ พร้อมเปิดตัวไลน์อัปนักบิดจับคู่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ไล่ล่าความสำเร็จให้กับทีมร่วมกับ อเล็กซ์ รินส์ ตั้งเป้านำถ้วยแชมป์โลกโมโตจีพี คัมแบ็กสู่ชายคายามาฮ่าอีกครั้ง ยามาฮ่า มอเตอร์ แท็กทีม ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง เปิดผ้าคลุมรถแข่ง YAMAHA YZR-M1 เวอร์ชันใหม่ สำหรับการชิงชัยในฤดูกาล 2024 ภายใต้โทนสีและลวดลายที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวทีมงานและไลน์อัปนักแข่งใหม่ นำทัพโดย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ดาวบิดเฟรนช์ดีกรีแชมป์โลก จับคู่กับ อเล็กซ์ รินส์ ยอดนักบิดชาวสเปน ณ เซปังฯ เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดย ทากาฮิโร่ ซูมิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนากีฬามอเตอร์สปอร์ต กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่างานของฝ่ายพัฒนากีฬามอเตอร์สปอร์ต ของ ยามาฮ่า มอเตอร์ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในฤดูกาล 2024 นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่จบการชิงชัยในฤดูกาลที่ผ่านมา และพร้อมทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อนำถ้วยรางวัลกลับสู่ยามาฮ่าภายใต้ทีมงานชุดใหม่ จากฟีดแบ็กของนักแข่งเราได้นำมาปรับใช้เพื่อหาแนวทางในการพัฒนารถของเรา” “ซึ่งเราทราบดีว่า ฟาบิโอ (กวาร์ตาราโร) และ อเล็กซ์ (รินส์) รวมถึงนักบิดทดสอบอย่าง คาล (ครัทช์โลว์) กระตือรือร้นที่จะลงทำการทดสอบรถแข่งเวอร์ชันปี 2024 มันจะเป็นฤดูกาลที่ยาวนานอีกครั้ง แต่เราพร้อมที่จะทุ่มเทและทำการชิงชัย” ด้าน ลิน ยาร์วิส แม่ทัพยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง กล่าวว่า “ปีที่แล้วเป็นฤดูกาลที่ยากลำบาก ทว่าเราได้ปรับโครงสร้างองค์กรและพร้อมที่จะคัมแบ็กแล้ว การเปลี่ยนแปลงทีมโปรเจคต์โมโตจีพี รวมถึงไลน์อัปนักบิดใหม่ เติมความสดชื่นให้กับทีมและพร้อมที่จะลุยในฤดูกาล 2024 ทีมวิศวกรทำงานอย่างหนักในช่วงวินเทอร์เบรก และเดินหน้าพัฒนารถแข่งอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าลวดลายรถจะยังคงเดิม ทว่า M1 เวอร์ชัน 2024 มีรายละเอียดที่แตกต่างมากกว่าที่เห็น” “ขอบคุณความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจากพันธมิตรและผู้ให้การสนับสนุน เรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 โดยมี มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ คอมปะนี รับบทไตเติลสปอนเซอร์เป็นฤดูกาลที่ 6 ในช่วงต้นฤดูกาลเราต้องเผชิญกับการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล 3 ครั้ง ตามด้วยปฏิทินการแข่งขัน 21 สนาม 42 เรซ รวมถึงการทดสอบระหว่างฤดูกาล มันเป็นซีซันที่ยาวนานและเข้มข้น ซึ่งผลงานและความอดทนจะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ผมเชื่อว่าในปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นของโมโตจีพี และหวังว่าแฟนๆ ทั่วโลกจะสนุกไปกับการต่อสู้ในอีก 10 เดือนข้างหน้า” ขณะที่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร เปิดใจว่า “มันคือการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ มันตื่นเต้นเสมอ ทุกคนกลับมาเริ่มต้นที่ศูนย์คะแนนอีกครั้ง ผมรู้ว่าทีมงานและผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ลุล่วงและเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุดในการทดสอบที่ เซปังฯ มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้จะเป็นเพียงพรี-ซีซัน แต่มันก็สามารถสร้างความได้เปรียบได้ในภายหลัง ดังนั้นเราจะทุ่มเทในทุกๆ วัน ทุกๆ เซสชัน ในทุกๆ รัน และในทุกรอบสนาม ผมรู้ว่าในเบื้องหลังนั้นยามาฮ่าทำงานอย่างหนัก ดังนั้นพวกเราจะพยายามผลักดันตนเองให้ถึงขีดจำกัดในทุกๆ ด้าน และหวังว่าจะมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน ผมต้องการขับเคี่ยวในกลุ่มหน้าและอยากทักทายแฟนๆ บนโพเดียมอีกครั้ง” ส่วน อเล็กซ์ รินส์ ส่งท้ายว่า “แม้จะได้บิด M1 ร่วมกับ ทีมโรงงานยามาฮ่า ในการทดสอบที่บาเลนเซีย รวมถึงเช็กดาวน์เทสต์ ทว่ายังคงรู้สึกตื่นเต้นในงานเปิดตัวของทีม รู้สึกเหมือนเป็นวันแรก ก่อนหน้านี้เราทำได้ดีในการทดสอบที่บาเลนเซีย ซึ่งผมพอใจกับสิ่งนั้นและรอไม่ไหวที่จะลงบิดทดสอบที่เซปังฯ ยังมีหลายอย่างที่ต้องลองซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจ และเชื่อว่าจะสามารถเดินหน้ายกระดับได้ในการทดสอบที่ เซปังฯ ผมทำงานอย่างหนักเพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสิ่งที่ผมอยากทำในตอนนี้คือการได้ลงบิดอีกครั้ง” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ปู่ผู้ผลักดันสองพี่น้อง Marquez

ปู่ผู้ผลักดันสองพี่น้อง Marquez เสียชีวิตแล้ว ปู่ผู้ผลักดันสองพี่น้อง Marquez เสียชีวิตแล้ว “ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุก ๆ อย่างที่ปู่ดูแลพวกเราและสอนพวกเรา” Marc เขียนเอาไว้บนโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นการอุทิศให้ปู่ที่จากไป “หลับให้สบายนะ เรารักปู่นะ” โดยมีบัญชีทางการของทาง MotoGP มาร่วมแสดงความเสียใจด้วย “เราเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียนี้ ขอส่งกำลังใจและความรักไปให้คุณและครอบครัว” หลาย ๆ ครั้งที่พวกเขาบอกว่าปู่คือแรงบันดาลใจของพวกเขาในอาชีพนักแข่งรถ MotoGP เขาเคยปรากฎตัวในสารคดีของ Marc ทาง Amazon Prime เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนำเสนอการแข่งขันของพวกเขาให้อดีตอันดุเดือดจนไปถึงการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพของพวกเขา ในความเป็นจริง Marc เผยว่าปู่เคยขอให้เขารีไทร์จากปัญหาเรื่องตาและแขนของเขา “ปู่ของผมเคยบอกผมว่า เลิกได้แล้ว แค่นี้ก็ใช้ชีวิตต่อไปได้สบาย ๆ สิ่งที่หลานได้ทำมามันเพียงพอแล้ว เลิกเถอะ“ Marc เคยพูดไว้เมื่อปี 2022 “ผมสัญญากับปู่ของผมว่า มันคือโอกาสสุดท้ายสำหรับแขนของผมแล้ว ถ้าแขนข้างนี้มันจะไม่ไหว ก็แสดงว่ามันไม่มีที่ให้ผ่าแล้ว” “ปู่ของผมคือคนที่สนับสนุนให้ผมเลิกแข่ง” “เพราะเขาพูดว่าเขามีมากพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปแล้ว เขาพูดออกมาตรง ๆ และผมก็บอกเขาว่า ปู่ครับ ผมสัญญากับปู่นะว่านี่จะเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายแล้ว ขอผมพยายามอีกครั้งนะ เพราะมันมีวิธีแก้และพวกเขากำลังแก้ให้ผม ขอผมลองหน่อย” สุดท้ายนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว Marquez มา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gresini Racing Team เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2024 แล้ว

Gresini Racing Team เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2024 แล้ว และนี่คือรถแข่ง MotoGP 2024 ของ Gresini Racing Team ที่ปีนี้มี Marc Marquez เป็นส่วนนึงของทีมและพร้อมที่จะเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน งานเปิดตัวทีมแข่งของทางเกรสินีเรซซิ่งทีมนั้นจัดขึ้นที่ Cocoricò disco ใน Riccione ประเทศอิตาลีเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ไกลจากสนามแข่ง Misano ที่เป็นสถานที่ ๆ Marc ได้ชัยในการแข่งขัน MotoGP เมื่อปี 2021   ตัวรถแข่งยังคงใช้ชุดสีคล้ายกันกับปีที่แล้ว โดยยังเป็นสีฟ้าอ่อนตัดด้วยสีแดง ซึ่งทางทีมใช้สีนี้มาสองฤดูกาลแล้ว โดยทางทีมมีผลงานคว้าชัยมาแล้ว 5 ครั้งจากอดีตนักแข่งของทางทีมอย่าง Enea Bastianini (4 ครั้งในปี 2022) และ Fabio di Giannantonio (1 ครั้งในปี 2023) แม้ทางทีมจะมี Marc Marquez มาอยู่ในทีม แต่ก็ไม่ได้มีไตเติ้ลสปอนเซอร์อะไรตามมามีผลกับชื่อทีม (อย่าง Red Bull มีเพียงแต่สปอนเซอร์ส่วนบุคคลเท่านั้นที่ยังคงต่อเนื่องมา) รถของ Alex ใช้หมายเลข 73 สีน้ำเงิน และของ Marc จะเป็น 93 สีแดงอ่อน ๆ สองพี่น้องจะได้ขี่รถแข่ง GP23 เหมือนกับทาง Marco Bezzecchi และ Fabio di Giannantonio ส่วน Francesco Bagnaia และเพื่อนร่วมทีมอย่าง Bastianini และ นักแข่งจากทีม Pramac ที่มี Jorge Martin และ Franco Morbidelli จะได้ขี่ GP24 ซึ่งสำหรับ Marc แล้วการที่เขาไม่ได้ชัยชนะจากการแข่งขันเลยตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2021 นั้นน่าจะทำให้เข้าหมดความอดทนกับทางฮอนด้า เมื่อบวกรวมกับอีก 1 ปีแห่งความทนมารจากการล้มมากถึง 29 ครั้ง แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่ใช้รถฮอนด้าแล้วได้ผลงานดีที่สุดก็ตาม (อันดับ 14) ทางด้าน Alex เองหลังจากที่เข้าร่วมกับทีมเมื่อปีที่แล้ว และเริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของทางทีม แน่นอนว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ Marc ตัดสินใจครั้งใหญ่ และทำให้นักแข่งวัยสามสิบปีผู้นี้มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าได้อีกครั้งหลังจากที่ได้ลองสัมภาษณ์กับ Desmosedici GP เป็นครั้งแรกในการทดสอบทที่ Valencia เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการทดสอบเขาทำเวลาได้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 และกลายเป็นตัวเต็งสำหรับชิงแชมป์ในปี 2024 แล้วเรียบร้อย แม้ว่าเขาจะยืนยันว่ามันยังไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดว่านี่คือผลสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ กระทั่งเขาจะชนะได้อีกครั้ง สำหรับปี 2024 นี้เป็นปีที่ 5 ของเขาในการแข่งขันระดับสูงสุด โดยเขาเปิดตัวเคียงข้างกับ Marc กับทีม Repsol Honda ในปี 2020 ตอนที่พี่ชายไม่ได้แข่งขันเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนและตามหลอกหลอนเขามาจนกลางปี 2022 ตอนนี้ Marc ร่วมทีมกับน้องชายของเขา หลังจากที่คนน้องมีฤดูกาลที่ย่ำแย่กับทาง LCR โดยนักแข่งวัย 27 ผู้นี้มีผลงานคว้าชัยในสปรินท์เรซ 2 ครั้ง โพเดี้ยม 2 ครั้ง และได้ตำแหน่งโพลและจบที่อันดับที่ 9 บนตารางคะแนนรวมกับ Desmosedici แม้ว่าเขาจะพลาดการแข่งที่อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซียเนื่องจากซี่โครงร้าว หลังจากนี้สองพี่น้องมาร์เกวซจะกลับลงสนามอีกครั้งกับรถในชุดสี 2024 ในช่วงการทดสอบอย่างเป็นทางการที่เซปังช่วงวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์นี้ โดยการเปิดตัวทีมแข่ง MotoGP ของทางเกรสินีถือเป็นทีมแรกเลยที่ทำการเปิดตัวทีมแข่งในฤดูกาลนี้ โดยจะมีคิวของ Ducati Lenovo, VR46 Ducati และ Trackhouse Aprilia ตามมาในสัปดาห์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บอสใหญ่-Gresini-เผยเบื้องหลัง-การทดสอบของ-Marc

บอสใหญ่ Gresini เผยเบื้องหลัง การทดสอบของ Marc ครั้งนี้เรายังคงตามติดข่าวสารเกี่ยวกับนักแข่งคนดังคนฮ็อตกันต่อ ล่าสุดหลังจากที่ Marc Marquez มาเผยความรู้สึกที่ได้ขี่รถแข่งคันใหม่กับทีมใหม่กันไปแล้ว ตอนนี้ Nadia Padovani บอสใหญ่ Gresini เผยเบื้องหลัง การทดสอบของ Marc ว่าเธอรู้สึกอย่างไร และมีความเห็นยังไงกันบ้าง หลังจากการทดสอบครั้งแรกที่วาเลนเซียหลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นความพึงพอใจของ Marquez ที่มีให้กับรถใหม่ของเขาอย่างเห็นได้ชัด ทางด้าน Nadia Padovani เจ้าของทีม Gresini เองก็ออกมายอมรับว่าความทะยานของเธอเพิ่มมากขึ้นหลังจากได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของนักแข่งคนใหม่ในทีมหลังได้ทดสอบรถคันใหม่ เธอให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนั้นฉันอยู่ในพิทและกำลังรอให้เขาถอดหมวกออกหลังจากได้ลองสตาร์ทรถเป็นครั้งแรก ฉันอยากที่จะเห็นท่าทีเขาครั้งแรกตอนที่เขาลงจากรถ และฉันก็ได้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าของเขาและฉันก็ชอบรอยยิ้มนั้น” “เขาดีใจมาก เขายังเลือกที่จะหยุดทดสอบก่อนหน้าจะหมดเวลาทดสอบ 1 ชั่วโมงเพื่อที่จะไม่ต้องเสี่ยงเกินไป” “มันชัดเจนว่า เขาอยากจะกลับไปอยู่ในเกมการแข่งขัน หลังจากหลายปีของความยากลำบากเนื่องจากปัญหา ทั้งเรื่องเบรก เรื่องแขน และการกลับมาเจอกับรถที่ยาก รถที่ไม่เอื้อให้เขากลับมาทำผลงานได้ดีอีกต่อไป และเขาเองก็ล้มอีกหลายต่อหลายครั้ง” “อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยยอมแพ้ และกระหายที่จะทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดเสมอ” Padovani ยังอธิบายอีกว่าแชมป์โลก 8 สมัยคนนี้มีประสบการณ์วันแรกกับทีมงานใหม่ยังไงบ้าง “เขาเข้ามาแนะนำตัวเองกับทีมแบบนิ่ง ๆ แล้วก็ถ่อมตัว คุณเองก็น่าจะคาดหวังว่าจะเป็นยังไงใช่มั้ยล่ะ กับคนที่ชนะมากมาย แต่มันตรงกันข้ามกันเลย อันที่จริงแล้วตอนแรกเขาออกจะประหม่าเสียด้วยซ้ำ” Marquez ประทับใจกับการขี่ Ducati ครั้งแรกของเขามาก ๆ จนหลาย ๆ คนคิดว่าเขาพร้อมจะเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ในปี 2024 โดยเขาจะได้ขี่ GP23 ส่วน Francesco Bagnaia และ Jorge Martin จะขยับไปคันใหม่ที่มีการอัปเดตเพิ่มเติม “มันก็ชัดเจนที่ Bagnaia นั้นเป็นนักแข่งที่แข็งแกร่งมาก ๆ เขาคุมรถได้ดัมาก ๆ และเขาเองก็เติบโตขึ้นมากในปีหลัง ๆ มานี้ ด้านMartin เองก็อยู่กันคนละระดับเลย และเขาเองก็ขี่ Ducati ได้ในแบบที่น่าทึ่งมาก ๆ ส่วน Marco Bezzecchi เองก็พัฒนาขึ้นมาได้ดี” “มันคงไม่โจ่งแจ้งเกินไปหรอกนะที่เราหวังจะคว้าแชมป์โลก เราจะพยายามทำมันดู ตอนนี้เราอยู่ในระดับที่คาดหวังแบบนั้นได้ และเราจะพัฒนาเพื่อมุ่งหน้าไปหามัน” งานนี้บอกเลยว่าปีนี้ MotoGP จะต้องสนุกมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ เจ้าของทีมเองยังมั่นใจมากขนาดนี้ ส่วนตัวผมเองก็ได้แต่หวังว่าเจ้าเด็กระเบิดคนนี้จะปรับตัวเข้ากับรถได้ดี และทีมช่างเองก็จะสามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ล่ะครับ รับรองว่างานนี้ลุ้นแชมป์กันสนุกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha-จ้างวิศวกร-Ducati-หวังรั้งตัว-Fabio-Quartararo

Yamaha จ้างวิศวกร Ducati หวังรั้งตัว Fabio Quartararo ข่าวล่ามาแรง ล่าสุด Yamaha จ้างวิศวกร Ducati หวังรั้งตัว Fabio Quartararo โดยวิศวกรที่จ้างมาทั้งหมด 2 คนนั้นล้วนเป็นอดีตคนสำคัญจากทางค่ายแดง คนแรกคือ Massimo Bartolini ที่เดิมทีเป็นวิศวกรดูแลเรื่องสมรรถนะของรถของทางดูคาติ และจะมาทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคคนใหม่ของทางยามาฮ่า   คนต่อมาคือ Marco Nicotra ออกจากดูคาติเช่นกัน โดยมาทำงานกับยามาฮ่าตั้งแต่เดือนตุลาคมในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายแอโรไดนามิกส์ของทางยามาฮ่า การเซ็นสัญญากับทาง Bartolini แสดงให้เห็นถึงการพยายามครั้งใหญ่ของยามาฮ่าหลังผลงานย่ำแย่ในปี 2023 โดยชายผู้นี้เป็นคนสนิทของบอสใหญ่ค่ายแดงอย่างลุง Gigi Dall’Igna และทางยามาฮ่าก็หวังว่าผู้เชี่ยวชาญคนนี้จะช่วยเพิ่มความจี๊ดจ๊าดให้รถยามาฮ่าได้แบบถูกใจขาแรง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะมาแทนที่หัวหน้าโปรเจกต์ M1 ปีที่แล้วอย่าง Kazutoshi Seki หรือจะทำงานร่วมกันกับเขา แต่ที่แน่ ๆ การมาของ Bartolini มีนัยสื่อถึงโครงสร้างภายในของยามาฮ่าที่มีเน้นยุโรปเป็นศูนย์กลางมากขึ้นตามแผนปี 2024 ของทางค่าย การเปลี่ยนแปลงเบื้องหลังครั้งนี้คือการพยายามรั้งตัวดาวเด่นของทางค่ายไว้ โดยสัญญาของแชมป์โลกปี 2021 กับทางค่ายจะหมดลงหลังจบฤดูกาล 2024 นี้ และค่ายรถแดนปลาดิบรู้ดีว่าเขาจะออกไปจากทีมแน่หากไม่ส่งมอบรถที่มีศักยภาพดีกว่าเดิมให้เขาได้ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคือว่าเป็นหมากเด็ดจริง ๆ สำหรับทางยามาฮ่า แต่ก็เป็นหมากที่คนญี่ปุ่นที่ชาตินิยมมาก ๆ อาจจะไม่ถูกใจก็เป็นได้ แต่สำหรับสาวกยามาฮ่าก็อาจจะถูกใจก็ได้ ในเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมมันซะ เอ้ยไม่ใช่ ดึงส่วนนึงของความสำเร็จมาอยู่กับตัวเองซะเลย ขำ ๆ นะครับ วงการต่าง ๆ ในโลกมันก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ ใครมีศักยภาพ ใครมีฝีมือก็มีการดึงตัวกันเป็นปกติธรรมดา งานนี้ก็ได้แต่หวังว่าหมากเกมนี้จะส่งผลดีแบบก้าวกระโดดให้กับยามาฮ่าล่ะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะได้เห็นแต่ดูคาติอยู่โพเดียมตลอด เครดิตภาพจาก GPOne อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก

Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เมื่อปีใหม่มาถึงก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นสัญญาใหม่ของ Marquez กับทาง Gresini Ducati หลังจากที่สัญญาเดิมกับทาง Honda ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ได้เวลาที่ Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เขาเฉิดฉายมากตอนทดสอบช่วงท้ายฤดูกาลกับทางดูคาติครั้งแรก แต่ไม่มีโอกาสได้พูดจนกระทั่งเดือนมกราคม ตอนที่เขาย้ายทีมได้อย่างเป็นทางการ “ผมค่อนข้างกังวลนะและก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แม้ว่าผมจะแข่งมาแล้วหลายปี แต่นี่มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเย็นลงและผ่อนคลายมากขึ้น ผมพยายามทำความเข้าใจตัวเองกับทีมช่างเทคนิคทีมใหม่และรถคันใหม่ของผม” มาร์ก กล่าว ในท้ายที่สุดคุณก็ย้ายมาสู่รถค่ายที่เป็นแชมป์ตอนนี้ ดังนั้นโอกาสมันอยู่ในมือคุณแล้วสินะ “ตอนแรกนั้นมันคือการปรับตัวให้เข้ากับท่านั่งขับขี่ เราเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะบางจุด ผมไม่รู้สึกสบายเอาซะเลย แต่ความเร็วมันได้ มันมีอยู่ จนผมเริ่มเข้าใจรถ และรู้ว่าต้องจัดการยังไง แต่ผมก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ อาจจะไม่ได้ขี่เร็วขึ้น แต่จะรักษาเวลาไว้ได้ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น” นอกจากนี้เขายังทิ้งท้ายเกี่ยวกับฮอนด้าของเขาไว้อีกว่า “ผมไม่ชอบที่จะเปรียบเทียบรถเลย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่สาธารณะ รถมันคนละคันกันเลย แถมยังมีสไตล์การขี่ที่ต่างกันอีก” “ผมปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาดเพราะผมรู้สึกดีมาก ๆ ทันทีที่ลองขี่เลย มันให้ฟีลลิ่งชัดเจนมาก และเวลาก็ช่วยให้รับรู้ได้โดยไม่ต้องพยายามตามหามัน” “ในการทดสอบตอนช่วงท้ายของวันเรามีโอกาสได้ลองยางซอฟต์ตัวใหม่แล้วผมก็ว่ามันดีนะ มันมีหลายอย่างที่ผมต้องทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องระดับของตำแหน่งและการสื่อสารในทีม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลนะ เพราะผมทำงานกับคนกลุ่มเดิมมานานกว่า 11 ปี แต่เขาก็ต้อนรับผมดีมาก ๆ เลย และเรื่องนี้ก็ช่วยให้ผมสบายใจมากขึ้น” การเปิดตัวทีม Gresini Ducati 2024 อย่างเป็นทางการนั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ ส่วนด้านเจ้ามดแดงนั้นจะกลับคืนแทร็กอีกครั้งในวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์นี้กับการทดสอบที่เซปัง โดยเขาจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ Alex Marquez ในปีนี้ หลังจากการย้ายทีมครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP ทั้งนี้ Marquez แชมป์โลกรวม 8 สมัยได้ออกจาก Honda หลังจากสามปีของการบาดเจ็บและผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากรถของเขา หลังจากนี้ไปเขาจะขี่รถแข่งดูคาติอายุ 1 ปี หรือ Desmosedici GP23 และคู่แข่งของเขาเองก็คาดการณ์กันแล้วว่าเขาผู้นี้น่าจะออกล่าแชมป์ปี 2024 ได้อย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน ตัวผมเองก็คาดว่าการแข่งขันในปีนี้ของเจ้าเด็กระเบิดคนนี้น่าจะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าดูคาติจะทำรถปีใหม่ได้เหนือกว่าเดิมมาก ๆ ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องนั่นล่ะครับ อย่างไรก็อย่าลืมติดตามชม และตามผลรวมถึงตามข่าวทางเว็บไซต์ได้เช่นเดิม สุดท้ายนี้เราชาวไทยชอบคนไหนเชียร์คนนั้นครับ แต่ที่สำคัญอย่าลืมเชียร์ ก้อง สมเกียรติ จันทราใน Moto2 ด้วยนะเออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง

Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของสปอนเซอร์อย่าง Cryptodata RNF บวกกับ Oliveira เองก็มาบาดเจ็บ งานนี้เฟอร์นานเดซก็เลยต้องมาทดสอบรถ RS-GP 2023 ในตอนทดสอบที่วาเลนเซียจน Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ กับทางสื่อ นักแข่งหนุ่มชาวสเปนผู้นี้จบการทดสอบในอันดับที่ 5 โดยทำเวลาห่างจาก Maverick Vinales ที่ขี่ให้กับทีมโรงงานของทางอาพริเลียผู้นำในการทดสอบเพียง 0.263 วินาทีเท่านั้น “เราเริ่มทดสอบกันด้วยรถเก่าปี 2022 และก็ทำเวลาได้ดีขึ้นบ้างช้าลงบ้างสลับกันไปตามสปีดของผม แต่พอผมได้โดดไปขี่คันใหม่ปี 2023 ผมก็เริ่มทำเวลาได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเองก็ยังงงและไม่เข้าใจมันได้ดี”  โดยที่ทาง Espargaro และ Vinales เคยอธิบายรถปี 2023 ไว้แค่ว่ามันพัฒนาขึ้นมาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ Fernandez กลับสัมผัสว่ามันได้พัฒนามามาก “ผมเร็วกว่าเดิมเกือบ 1 วินาที ผมรู้สึกได้ และเราก็เห็นหลักฐานได้จากข้อมูล!” “ด้านหน้าคือส่วนที่พัฒนาขึ้นมามากที่สุดจนผมรู้สึกได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ จนผมสัมผัสฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ชัดขึ้น ผมสามารถรุกไล่ได้มากขึ้นเวลาผมเข้าโค้ง” “โดยทั่วไปแล้วผมก็รู้สึกโอเคกับรถมาก ๆ นะ ผมรู้สึกได้เลยว่า Aprilia ทำรถออกมาได้ดีมาก ๆ เลย” เขายังเสริมอีกว่า “ผมไม่ค่อยชอบรถตอนที่ผมแตะคันเร่งเพราะว่ามันยากมากที่จะเข้าโค้ง แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่บางทีเราอาจจะพัฒนาตรงนี้ให้เทียบชั้นกับดูคาติได้ แต่โดยทั่วไปผมว่ามันก็ดีจริง ๆ นะ” และเมื่อมีการเข้ามาของสปอนเซอร์ใหม่อย่าง Trackhouse ซึ่งมาพร้อมผู้จัดการทีมใหม่ Justin Mark เองก็ตั้งเป้าหมายว่าจะสอย RS-GP 2024 ที่ Aleix Espargaro และ  Maverick Vinales ขี่ มาให้ได้ “ผมต้องการที่จะได้รถแบบเดียวกับนักแข่งทีมโรงงานมี ซึ่งเรื่องนี้น่าจะช่วยให้ผลงานโดยรวมของทางค่ายดีขึ้นด้วย แล้วผมเองก็ไม่อยากจะทำทีมแบบประหยัด ๆ ผมอยากจะทำให้ทุกคนประทับใจด้วยการเป็นทีมอิสระที่ดีและทุ่มเททำงานกับทางทีมโรงงานอย่างใกล้ชิด” ผู้จัดการทีมคนใหม่กล่าว งานนี้บอกเลย MotoGP ปีหน้าเดือดแน่นอนครับ รถก็เรื่องนึง แต่ฝีมือและความขิงของนักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงก็เดือดพล่านกันจริง ๆ ครับ แต่ต้องมาพิสูจน์กันว่า “ไม่ได้โม้” แบบพี่สมรักษ์หรือเปล่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ล่าสุดทาง Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ซึ่งเป็นรถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อย่างที่หลาย ๆ คนคาดการณ์กัน ดังนั้นการแข่งขันในปี 2024 นั้นทางทีม Gresini จะยังใช้รถสเปกเก่าลงแข่ง ส่วนทีมโรงงานและทีม Pramac จะได้ใช้รถที่มีการอัปเดตใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่ารถเก่าอย่างแน่นอน “มาร์กจะเป็นเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่จะได้ใช้รถ Desmosedici GP23 ซึ่งจะเป็นของซาร์โก้ที่ใช้แข่งปีที่แล้ว” Gigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปของดูคาติให้ข่าว “ส่วนรถของ Pecco Bagnaia, Jorge Martin และ Enea Bastianini จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีก แต่เราก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกันในเรื่องของความเหนียวและสมรรถนะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการพัฒนานี้ไม่เหมาะกับทีมอิสระแน่ เราเลยเลือกที่จะไม่เอาของใหม่ให้พวกเขาในเคสนี้” “เรายังคงกระหายที่จะทุ่มเทให้สุดตัวเพื่อให้นักบิดทุกคนที่มีโลโก้ดูคาติอยู่บนถังน้ำมัน ในท้ายที่สุดเราจะรับฟังนักแข่งทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เราจะไม่ยึดโยงกับคนใดคนนึงเพียงคนเดียว”  สรุปว่ารถที่ Marquez จะได้เริ่มออกผจญภัยกับทางดูคาตินั้นจะไม่ได้มีการอัปเดตแบบที่รถของแชมป์โลกและผู้ท้าชิงคนสำคัญมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ช่วยออกตัวใหม่หรือว่าวิงก์เล็ตที่โช้คหน้า แน่นอนว่าฝ่ายหลังจะได้รถแข่งที่อัปเดตใหม่เพิ่มเติมด้วย แต่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า #93 น่าจะมีฝีมือมากพอที่จะทำให้แชมป์โลกคนปัจจุบันสั่นคลอนได้อย่างแน่นอนครับ เกมปีหน้าน่าจะสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์

Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ ล่าสุดนักแข่งสัญชาติสเปนอีกคนนึงอย่าง Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ แต่กลับเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกมีผลมาก ในศึก MotoGP มากเสียกว่าเรื่องของเครื่องยนต์ แฟน ๆ ที่ตามข่าวอยู่ตลอดน่าจะทราบกันดีว่าในปี 2024 นี้เขาจะย้ายมาขี่ให้กับทาง Monster Yamaha team ซึ่งเรื่องนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างเลยทีเดียว นักแข่งชาวสเปนผู้นี้เคยขี่รถที่มีเครื่องยนต์ทั้งแบบ V4 และสี่สูบเรียงมาแล้วภายในไม่กี่ปีให้หลังมานี้ เขาเคยชนะการแข่งขันมา 5 เรซกับ Suzuki ที่ใช้เครื่องแบบสูบเรียงในช่วงปี 2017 – 2022 จากนั้นเขาก็ย้ายมาขี่เครื่อง V4 กับ LCR Honda และมาคว้าชัยชนะที่อเมริกาในปี 2023 นี้นี่เอง อย่างไรก็ดีโชคไม่ค่อยเข้าข้างนักแข่งวัย 27 ปีผู้นี้หลังจากที่เขาต้องมารักษาอาการกระดูกขาแตกจากศึกที่ Mugello แต่ตอนนี้เขาก็จะกลับมาขี่สี่สูบเรียงกับทางยามาฮ่าอีกครั้ง หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าจุดหลักในการออกแบบของ GSX-RR และ YZR-M1 นั้นอาจจะคล้ายคลึงกันเมื่อดูจากสเปกชีต แต่เขากลับบอกว่ายามาฮ่าคือรถแข่งที่ไม่เหมือนกับ Suzuki เลยสักนิด “ยกตัวอย่างเช่น ตอนผมเขาโค้งผมเบรกหน้าได้มากขึ้น และมันเป็นเรื่องดีเพราะคุณสามารถทำเวลาต่อแล็ปได้ดี” จากนั้นเขาก็อธิบายต่ออีกว่า “ผมคิดว่าตอนนี้เลยสิ่งที่แตกต่างระหว่างเครื่องยนต์ V4 และ 4 สูบเรียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของรถ ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งที่แตกต่างที่สุดคือเรื่องแอโรไดนามิก จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าแอโรไดนามิกมันช่วยให้คุณเข้าโค้งได้ดีหรือไม่ดีก็ได้” “เช่นตอนผมขี่ยามาฮ่าที่วาเลนเซีย ผมขี่กับรถที่ใช้แฟริ่งเดิม ล้อหน้าผมลอยเยอะมากเวลาเจอลม และเมื่อเราลองใช้แฟริ่งใหม่ ผมรู้สึกว่าหน้าลอยน้อยลงและเข้าโค้งได้ดีขึ้น กลายเป็นว่าความต่างเรื่องการออกแบบเครื่องยนต์นั้นหายไปเลย” ในการทดสอบนั้นเขาทำเวลาได้เร็วเป็นอันดับที่ 19 กับการได้ลองขี่รถแข่งของยามาฮ่าเป็นครั้งแรก แต่ก็ทำเวลาช้ากว่าเพื่อร่วมทีมอย่าง Fabio Quartararo เพียง 0.5 วินาทีเท่านั้น “มันดีมาก ๆ เลยนะ ผมรู้สึกค่อนข้างโอเคกับรถเลย เราแบ่งวันทดสอบเป็น 2 ช่วง ในช่วงเช้าพวกเขาให้ผมลองเซ็ตอัพของ Fabio ที่เขาใช้ตอนแข่ง และผมก็ลองขี่ไปหลาย ๆ แล็ปเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับรถ” “พอช่วงบ่ายเราก็ทดสอบแฟริ่งใหม่หลายชุดด้วยกัน เท่าที่ผมรู้มีชุดนึงที่ใช้งานได้ดีกว่าของเดิม ดังนั้นผมก็เลยรู้สึกแฮปปี้ดี” งานนี้ก็ต้องมาตามดูกันต่อไปครับว่าจะเป็นไงสำหรับ Alex Rins เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับรถใหม่แต่อย่างใด ผมคาดว่าการกลับมาทดสอบอีกครั้งช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเขาหน้าจะทำผลงานได้ดีขึ้นไปอีก แล้วการกลับมาสู้ศึก MotoGP ของเขาให้กับยามาฮ่าน่าจะสร้างสีสันและความสนุกให้กับการแข่งขันไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trackhouse Racing จับมือ Aprilia

Trackhouse Racing จับมือ Aprilia พร้อมรันทีมรองในศึก MotoGP ล่าสุดก็มีข่าวที่น่าสนใจของวงการแข่งรถโปรโตไทป์อย่างการที่ Trackhouse Racing จะมาจับมือกับทาง Aprilia เพื่อรันทีมใหม่แต่นักแข่งหน้าเดิมจากทาง RNF ซึ่งน่าจะเข้ามาร่วมเพิ่มสีสันความมันให้กับการแข่งขัน MotoGP ได้ไม่น้อย เพราะทางแทร็กเฮาส์เรซซิ่งเองก็เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันรายการอื่นมาก่อน สำหรับคนที่ยังไม่รู้ทางแทร็กเฮาส์เรซซิ่งนั้นประสบความสำเร็จกับการแข่งขัน Nascar มาก่อน และทีมเชื้อสายอเมริกันนี้จะนำเอาความทะเยอทะยานจากการแข่งขัน 4 ล้อมาใช้กับ 2 ล้อจากการเข้าร่วมในการแข่งขัน MotoGP ในฐานะทีมอิสระและจับมือกับ Aprilia และลงแข่งด้วย RS-GP ที่เป็นรถแข่งของทางค่ายนั่นเอง โดยทีมจะมี Miguel Oilveira #88 และ Raul Fernandez #25 เป็นคนควบรถศึกให้แบบเต็มฤดูกาลในปี 2024 และในระหว่างการเปิดตัวทีมแข่งนั้นมีการโชว์รถที่มาในลายธงชาติอเมริกาเฉดสีแบบเดียวกันกับรถของ Nicky Hayden เพื่อเป็นการระลึกถึงเขาและประวัติศาสตร์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของสหรัฐฯ อีกด้วย งานนี้แฟน ๆ Aprilia น่าจะดีใจที่มีทีมใหญ่ ๆ ที่มีประสบการณ์การแข่งขันในระดับโลกที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาคุมทีม แม้จะเป็นทีมรองก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อการแข่งขันโดยรวมมากเลยทีเดียว เพราะนักแข่งทั้งสองคนเอง หนึ่งก็เป็นคนที่ชนะมาแล้วหลายครั้งมีประสบการณ์และฝีมือที่น่าจับตามอง อีกฝ่ายเองก็เป็นเลือดใหม่มาแรงที่ยังพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องตามดูตามลุ้นกันต่อไปครับ ว่าศึกในปีหน้าจะเป็นยังไง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายมากมาย รับรองสนุกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

รีวิวมอเตอร์ไซค์

หมวดหมู่