
มอเตอร์ไซค์ดับทาวน์อินทาวน์ ไขปริศนาขณะขับผ่านย่านทาวน์อินทาวน์ กสทช. ตรวจพบคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์บนตึกสูง กระทบระบบกุญแจรีโมทและวงจรไฟฟ้า
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

มอเตอร์ไซค์ดับทาวน์อินทาวน์ ไขปริศนาขณะขับผ่านย่านทาวน์อินทาวน์ กสทช. ตรวจพบคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์บนตึกสูง กระทบระบบกุญแจรีโมทและวงจรไฟฟ้า

LCR Honda ปัดข้อเสนอ Harley Bagger Cup รายการที่จะมาแข่งร่วมโมโตจีพี 2026 พร้อมยื่นกราน ครูเซอร์ไม่ใช่รถแข่ง!

Honda CB125R 2026 เน็กเก็ตสไตล์ Neo Sports ปรับโฉมสีใหม่ อัดโช้คหน้า Showa SFF-BP จอ TFT พร้อมลุ้นดีไซน์นี้ข้ามมารุ่น 150 ซีซีในไทย

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023 “อินทรีแซงค์” – กฤษฎา จำรูญจารีต ยอดนักบิดขวัญใจกองเชียร์ทางฝุ่นจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” เจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมด้วยสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF250R หมายเลข 17 สังกัดทีม Honda Racing Thailand S Motor สู้สุดใจสมศักดิ์ศรีแชมป์ประเทศไทยในศึก FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย แต่ด้วยอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในสนามออกมาได้ดีที่สุด ถึงแม้จะพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกันจากโอกาสที่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวลั่นพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งในฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขัน FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย ดวลกัน ณ สนามเสี่ยน้องสิงห์สองฝั่ง จ.มุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อินทรีแซงค์-กฤษฎา มีคะแนนสะสมอยู่ 128 แต้ม รั้งอันดับที่ 2 ตามคู่แข่งอยู่ 6 คะแนน โดยยอดนักบิดดาวรุ่งหมายเลข 17 ได้ต่อสู้สุดใจจนสามารถคว้าโพเดียม สนามส่งท้าย FMSCT Thailand Motocross 2023 สำเร็จ แม้ในท้ายที่สุดจะพลาดแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 5 ด้วยคะแนนห่างเพียง 4 คะแนน แต่เจ้าตัวได้ฝืนอาการบาดเจ็บ สู้เต็มที่ในสนามนี้แล้ว และพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน โดยเริ่มออกสตาร์ตจากตำแหน่งที่ 3 พร้อมรถแข่งคู่ใจ Honda CRF250R หมายเลข 17 เปิดการ์ดสู้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถขึ้นเป็นผู้นำ ในสถานการณ์ของการแข่งขัน “อินทรีแซงค์-กฤษฎา” ถึงจะคว้าผลงานดีที่สุดมาก็ยังต้องลุ้นผลงานของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับทุกข้อจำกัดทั้งอาการบาดเจ็บและโอกาสที่เป็นรอง ซึ่งยอดนักบิดจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” นับได้ว่าสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แบกอาการบาดเจ็บเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คู่แข่งตามมาเป็นอันดับ 3 แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันเจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกันต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการที่บาดเจ็บ พร้อมพบกับความท้าทายครั้งใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์อีกครั้งใน FMSCT Thailand Motocross ฤดูกาลหน้า โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าทุกคนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR WSBK Edition ตัวสุดสายเขียว ขายแค่ 10 คัน ล่าสุดก็มีโมเดลพิเศษจากทางค่ายเขียวมายั่ว ๆ สาวกนินจากันซึ่งก็คือเจ้า Kawasaki Ninja ZX-10RR WSBK Edition ที่แน่นอนว่าจะหน้าตาละม้ายคล้ายกับรถแข่งทีมโรงงานแบบแยกแทบไม่ออกกันเลยทีเดียว แถมเพื่อให้ออกมายอดเยี่ยมที่สุดรถที่ว่านี้ยังใช้ผู้เชี่ยวชาญจากทางทีมแข่งของทางคาวาซากิมาช่วยจัดการให้อีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับรถแข่งในศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ของ Jonathan Rea และ Alex Lowes มากที่สุด ซึ่งโมเดลพื้นฐานอย่างเจ้า R เดี่ยวยังจัดเต็มฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างเกือบทุกแบบที่ซูเปอร์ไบค์สมัยใหม่เขามี และเมื่อเป็นดับเบิ้ลอาร์ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการขับขี่ในสนามเข้าไปอีก เช่น ลูกสูบน้ำหนักเบาและก้านสูบไทเทเนียมจาก Pankl Racing System แคมชาฟต์ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ สลักลูกสูบเคลือบ DLC และสปริงวาล์วแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี มีแรงม้าทะลุ 200 ตัวไปได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังมีล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini ที่ส่งผลดีต่อการขับขี่ในสนามมาก ๆ และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมาพร้อมปลายท่อไอเสียคาร์บอนจาก Akrapovic และวินด์ชิลด์หน้าแบบย้อมสีอีกด้วย แต่ที่สำคัญคือการมีระบบรับอากาศดีแบบแปรผัน ด้วยการมีกรวยไอดีที่มีความยาวแปรผันได้ ติดตั้งอยู่ในแอร์บ็อกซ์สำหรับใช้ในการแข่งขัน โดยสามารถสั่งให้ทำงานได้โดยใช้ชุดเรซซิ่งคิท ชุดไฟพิเศษและตัวควบคุม ซึ่งจะระบบนี้จะยกปากแตรไอดีด้วยมอเตอร์เซอร์โวที่รอบเครื่องยนต์สูงๆ ทำให้สามารถดูดอากาศเข้ามาได้มากขึ้น และที่รอบต่ำและรอบกลาง กรวยไอดีก็จะอยู่ที่ระดับเดิมเพื่อให้อากาศเข้ามาอย่างเหมาะสม จากการที่มีทางเดินไอดีที่ยาวและมีความเร็วของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ว้ำกันของแต่ละคันบนเพลทที่ถังน้ำมัน และชุดบ็อกซ์พิเศษที่ด้านในจะประกอบไปด้วยใบเซอร์ 2 ชุดพร้อมลายเซ็นของ Jonathan Rea และ Alex Lowes บล็อกแก้วสลักด้วยเนเซอร์เป็นรูปโมเดลรถ กุญแจรถคัสตอมพิเศษและคลิปสำหรับหนีบเงินพิเศษ นอกจากนี้จะยังได้รับชุดสติกเกอร์เบอร์แข่งของนักแข่งทั้งสอง คือ Jonathan Rea เบอร์ 65 และ Alex Lowes เบอร์ 22 เพื่อใช้ตกแต่งรถของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสนนราคานั้นจะอยู่ที่ 33,145 ยูโรหรือราว ๆ 1.24 ล้านบาทครับ หากมีมีขายในไทยล่ะก็ราคาไม่เบาแน่นอนครับ เพราะมีแค่ 10 คันเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph มาแน่ พร้อมลุยสายโมโตครอส ปลายปีนี้ Triumph มาแน่ พร้อมเผยรายละเอียดความคืบหน้าล่าสุด เกี่ยวกับการพัฒนาโครงรถ และเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross ที่ทุกคนรอคอย ก่อนกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2023 ริคกี้ คาร์ไมเคิล แบรนด์แอมบาสเดอร์ของไทรอัมพ์ เผยว่า “เครื่องยนต์ใหม่นี้มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งผมเห็นว่าหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเครื่องยนต์นี้คือการออกแบบและพัฒนาที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ที่มีความสามารถหลากหลาย สามารถขับขี่จักรยานยนต์คันนี้ได้ โดยตัวเครื่องยนต์มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด ที่สำคัญคือการส่งพละกำลังนั้นยอดเยี่ยมสำหรับผู้ขับขี่ทุกรูปแบบ” พร้อมกันนี้ ทางค่ายได้เปิดตัวภาพยนตร์ซีรีย์ ‘Vision to Reality’ ซึ่งจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวโดยทีมงานและผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการทีม Triumph Racing วิศวกร นักขี่ทดสอบ ที่มีชื่อเสียงหลายคน รวมถึงจากทีม SuperMotocross ประกอบด้วย Bobby Hewitt, Dave Arnold, Ivan Tedesco, Stephen ‘Scuba’ Westfall ตลอดจนทีม MX2 อย่าง Vincent Bereni สำหรับผู้สนใจภาพยนตร์ซีรีส์ ‘Vision to Reality’ สามารถรับชมได้ที่ Triumph Motorcycles และสามารถเตรียมพบกับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนกันยายน 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มมากฝีมือ เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 สิงหาคม 2563 Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มชาวญี่ปุ่นมากฝีมือได้เสียชีวิตลงแล้ว หลังจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2023 สนามที่ 4 ที่ Pertamina Mandalika International Circuit โค้ง 10 ในแล็ปที่ 4 รุ่น Asia Superbike 1000cc จนต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ศูนย์การแพทย์ของสนามก่อนจะย้ายไปรักษายังโรงพยาบาล Public Hospital of Nusa Tenggara Barat ในท้องถิ่น และแม้ทีมแพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ ประวัติ ฮารุกิ โนกุจิ เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2001 จังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น 2017 Asia Talent Cup อันดับ 2 2018 Asia Talent Cup อันดับ 2 และ All Japan Road Race Championship รุ่น J-GP3 อันดับ 12 2019 Red Bull Rookies Cup อันดับ 3 และ FIM CEV Repsol International อันดับ 15 2020 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 อันดับ 14 2021 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 แชมป์เปี้ยน 2022 FIM Asia Road Racing อันดับ 2 2023 FIM Asia Road Racing ยังไม่จบการแ่งขัน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ สำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮารุกิ โนกุจิมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LAMBRETTA G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ Lambretta G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ เจ้านี่คือรถสกู๊ตเตอร์สุดคลาสสิกที่หลายคนเฝ้ารอคอย ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมียมในสไตล์คลาสสิกที่คงเอกลักษณ์ DNA ความเป็นแลมเบรตต้าเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ออกแบบผลงานภายใต้คอนเซปต์ “The Masterpiece of Italian Design” กับการรังสรรค์ขึ้นมาในผลงานแบบงานฝีมืออย่างพิถีพิถันทุกรายละเอียด ดุจงานศิลปะอันล้ำค่าที่คุณสามารถพาออกไปโลดแล่นบนท้องถนน คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ แลมเบรตต้า ประเทศไทย เผยว่า “ สำหรับ G350 ที่เราได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากันในวันนี้ จะเข้ามาเป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในตระกูล G โดยในรุ่น G350 แม้จะคงไว้ในความคลาสสิกที่เน้นดีไซน์ตามแบบฉบับ DNA ดั้งเดิมของทางแลมเบรตต้า แต่มาในสมรรถนะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตอบโจทย์กับการใช้งานในปัจจุบันครับ นอกจากนี้ยังไม่ใช่แค่รถสกู๊ตเตอร์เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนกับผลงานศิลปะแห่งยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งเป็นผลงานการประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship ที่เรียกได้ว่ามีความพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สมกับการรอคอยของผู้ที่จะได้ครอบครองครับ” สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกพร้อม ๆ กับรุ่น X300 ในโอกาสฉลองครบรอบ 75 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มีความพิเศษอยู่ที่การออกแบบซึ่งใส่ใจพิถีพิถันกับทุกองค์ประกอบ โดยยังคงรักษา DNA แห่งดีไซน์เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รวมถึงรายละเอียดของวัสดุชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ถูกคัดสรรกลั่นกรองเพื่อรังสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด รวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบประหนึ่งผลงานชิ้นเอกของศิลปินที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณไว้ในรายละเอียดทุก ๆ ขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดข้างต้นนี้จะทำให้ผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกรู้สึกดื่มด่ำไปกับสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ดุจการขับเคลื่อนสกู๊ตเตอร์แห่งความภาคภูมิใจ เคลื่อนไหวไปให้ผู้คนได้เสพศิลป์กับชิ้นงาน Masterpiece แห่งดีไซน์จากอิตาลี ในส่วนของรายละเอียดตัวรถนั้นจะใช้ขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long เอกลักษณ์ของทางค่ายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมบอดี้ตัวรถเหล็กแกร่งแบบเฟรมโมโนค็อกที่เพิ่มความพิเศษดีไซน์ให้บริเวณข้างถังทั้งสองข้างสามารถถอดแยกชิ้นได้ เพื่อให้ง่ายต่อการเซอร์วิส รวมไปถึงการคัสตอมแต่งรถในสไตล์ต่าง ๆ ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย และแม้ว่าตัวรถจะยังคงดีไซน์สไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับทางค่าย ทั้งช่องแตรหรือที่ชาวแลมเบรตติสต้าเรียกกันว่าจมูกหมู รวมไปถึงบังโคลนแบบคงที่หรือ Fix Fender และไฟหน้าดีไซน์หกเหลี่ยม พร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ ไม่เพียงให้ความสว่างในการขับขี่ ยังเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีทันสมัยมากับหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ที่ให้สีสันคมชัดที่ปรับระดับแสงหน้าจอได้ และมีเซ็นเซอร์ที่สามารถปรับหน้าจอจากโหมดหน้าจอสว่างสำหรับกลางวัน (Day) เป็นหน้าจอมืดสำหรับกลางคืน (Night) เมื่อตั้งค่าหน้าจอที่โหมดอัตโนมัติ (Auto) พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อบลูทูธ ที่สามารถโชว์เบอร์สายเรียกเข้าบนหน้าจอ และในส่วนของเทคโนโลยีการขับขี่ที่สามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้เป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบระบบช่วงล่างในชุดกันสะเทือนหน้าแบบ Double Arm-Link ที่ถอดแบบดีไซน์เอกลักษณ์จากตำนานของแลมเบรตต้ามาไว้ในรุ่นนี้กับสมรรถนะที่พัฒนามาใหม่ให้มีความสมู้ทมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับยางติดรถจากแบรนด์อิตาลีอย่าง Pirelli ยึดเกาะพื้นถนนให้ความปลอดภัยเหมาะกับการขับขี่ในเมืองไทย และเพิ่มความมั่นใจกับระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS สำหรับโมเดลนี้มีจำหน่ายในไทย 3 สีสันสุดพรีเมียม ได้แก่ FRESCO RED (สีแดง/เบาะแดง), LUSTRO WHITE (สีขาว/เบาะส้ม) และ SCURO BLACK (สีดำ/เบาะส้ม) ในราคาเปิดตัวสุดเซอร์ไพรส์ ที่ 215,000 บาท เริ่มส่งมอบรถตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครที่สนใจก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://Lambretta.co.th หรือ สามารถมาสัมผัสกับตัวจริงของ G350 ได้ที่โชว์รูมแลมเบรตต้าทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกใหม่สุดเท่ ล่าสุดหมวกกันน็อกแบรนด์ไทยมาตรฐานสากลอย่างบิลโมลาทำการเปิดตัวหมวกใหม่ได้ใจสายซิ่งอีกแล้วหลังจากที่ Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกกันน็อกลายพิเศษจำนวนจำกัดเพียงลายละ 866 ใบ ภายใต้ลิขสิทธิ์แท้ ๆ จากทาง Shuichi Shigeno / Kodansha Ltd. ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง โดยหมวกดังกล่าวจะมีพื้นฐานมาจากหมวกรุ่น Rapid RSLT เป็นหมวกรุ่นใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน ECE 22.06 ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดของทางยุโรป การันตีเรื่องความปลอดภัยว่าไว้ใจได้ โดยตัวหมวกจะให้ชิลด์ดำและแถมชิลด์ใสมาให้ด้วย ถูกใจคนใส่ ถูกกฎหมายไม่ต้องกังวลเรื่องโดนจับ และมาพร้อมสายรัดคาง DD Ring แบบเดียวกับหมวกกันน็อกที่นักแข่งใส่กันการันตีความปลอดภัยไม่หลุดได้ง่ายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเปิดตัวเสื้อยืดสุดเท่พร้อมกันไปด้วยอีก 3 ลายให้เลือก ได้แก่ ลาย AE86 ลาย RX-7 FC3S และ RX-7 FD3S มาเป็นชุดให้สาวกได้เก็บเข้าคอลเล็กชัน ใส่ก็เท่ สะสมก็ดีงามพระรามเก้า ทั้งนี้หมวกกันน็อกเปิดตัวที่ราคาใบละ 3,680 บาท และเสื้อยืดตัวละ 990 บาท โดยจะวางขายประมาณวันที่ 30 กันยายน 2566 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามตัวแทนจำหน่ายหมวกกันน็อกบิลโมลาใกล้บ้านคุณได้เลยครับ บอกเลยช้าหมดอดแน่นอน ของเท่ ๆ แบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fazzio Hybrid 2023 สกู๊ตเตอร์วัย Fazz..ฟาดทุกสไตล์ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติก ด้วย “NEW YAMAHA FAZZIO HYBRID” วัย FAZZ…ฟาดทุกสไตล์ NEW STYLE…MY GENERATION! เจนใหม่..สไตล์เนี๊ยะ! ออโตเมติกแฟชั่นดีไซน์เทรนดี้ ฟาดทุกสี พร้อมลูกเล่นครบรอบคัน แต่งได้หลายแนว ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ขับขี่ง่าย คล่องตัวสุดๆ Fazzio Hybrid 2023 มาพร้อมประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซี และมั่นใจในการรับประกันถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร นี่แหล่ะ คู่หูสุดเฟี้ยวของคนรุ่นใหม่! ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริดใหม่ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ผสานระบบส่งกำลังแบบไฮบริด ให้อัตราเร่งดีเยี่ยม ช่วยลดมลภาวะ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยส่งกำลังขณะออกตัวและให้ความมั่นใจด้วยระบบเบรก UBS กระจายแรงเบรกอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเบรกให้สั้นลง ให้ความปลอดภัยยิ่งขึ้น ไฟหน้าด๊ไซน์แคปซูล ไฟท้ายทรงเก๋ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ ยังคงมาพร้อมการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ทันสมัย เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วย DESIGN NEW STYLE ไฟหน้า-ไฟท้าย ดีไซน์แคปซูล รูปทรงเก๋ ทันสมัย สว่างชัดเจน ทุกมุมมอง ที่สอดรับกับ LCD DIGITAL METER มิเตอร์แบบดิจิทัล ดีไซน์แคปซูล บอกครบทุกฟังก์ชัน ความเร็ว นาฬิกา อัตราการประหยัดน้ำมัน หน้าจอดิจิทัล LCD ดีไซน์แคปซูล Smart key System (เฉพาะรุ่น Smart key Ver.) ช่องเสียบ USB Type A กล่องใต้เบาะขนาด 17.8 ลิตร ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ ครบครันด้วยฟีเจอร์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วย SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ…ทั้งสะดวก และสมาร์ท เปิด-ปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกคอ ปลดล็อกเบาะได้ง่าย พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK (เฉพาะรุ่น Smart key Ver.), MOBILE CHARGING SOCKET ช่องต่อไฟชาร์จแบตเตอรี่มือถือ สะดวกทุกที่ พร้อมฝาปิดและช่องใส่ของด้านหน้า, F-BOX 17.8 L กล่องเก็บของใต้เบาะใหญ่ เก็บของได้สบาย, DOUBLE HOOK CARABINER ฮุคสำหรับแขวนของ 2 จุด เพิ่มความสะดวก พร้อมพื้นที่วางเท้าด้านหน้ากว้างพิเศษ, ACCESSORIES PORT พอร์ตติดตั้งอุปกรณ์เสริม เท่ได้สไตล์ตัวเอง ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติม หรือเสริมตะแกรงข้างเพื่อการใช้งาน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์อีกด้วย รุ่น Smart Key สีเทา-แดง (Lava Gray) รุ่น Smart Key สีน้ำตาล-เหลือง (Sugar Brown) รุ่น Smart Key สีดำ-ฟ้า (Iced Black) สำหรับ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ มีให้วัย FAZZ เลือกตามการใช้งานด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ รุ่น Smart key Ver. ที่มาพร้อมกัน 3 สี คือ สีเทา–แดง (Lava Gray), สีน้ำตาล–เหลือง (Sugar Brown) และสีดำ–ฟ้า (Iced Black) โดยจำหน่ายในราคาแนะนำ 55,000 บาท รุ่น Standard สีเทา (Gummy

KTM ค้านแนวคิด ช่วยเหลือค่ายรถญี่ปุ่นในศึก MotoGP หลาย ๆ ท่านน่าจะได้ยินข่าวเรื่องที่ทางผู้จัด MotoGP จะทำการปรับกติกา Concession ที่เป็นกติกาสำหรับช่วยให้ทีมใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาแข่งขันในศึกนี้ได้อย่างทัดเทียมกับทีมอื่น ๆ ในรายการ โดยจะมีสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าทีมที่แข่งขันมานานอยู่แล้วหลายข้อด้วยกัน และตอนนี้ทางผู้จัดก็พยายามจะปรับกติกาเพื่อช่วยให้แบรนด์อย่าง Honda และ Yamaha กลับมาแข่งขันกับทีมอื่น ๆ ได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ยังมี KTM ค้านแนวคิด ที่จะช่วยเหลือค่ายรถญี่ปุ่นนี้ครับ Carlos Ezpeleta ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของ Dorna เคยออกมากล่าวในทำนองว่าอยากที่จะเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพื่อช่วยเหลือค่ายรถจากญี่ปุ่นที่กำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบค่ายรถยุโรปอยู่ในตอนนี้ แต่ทางเคทีเอ็มไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่เห็นด้วย Pit Beirer ผู้อำนวยการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของค่ายสีส้มในเชิงว่า ความได้เปรียบนั้นเดิมทีแล้วตั้งอยู่บนสิทธิพิเศษที่สืบเนื่องมาจากการเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่กี่ปี และเราไม่สนับสนุนแนวคิดที่จะปรับกติการเพื่อช่วยเหลือค่ายญี่ปุ่น เพราะมันมีเหตุผลของมัน แน่นอนว่าปี 2020 และ 2022 ยามาฮ่ายังมีดีกรีเป็นรองแชมป์อยู่เลย แถมปี 2021 ยังเป็นแชมป์โลก ซึ่งหากคิดตามพื้นฐานคะแนนกติกา Consession แล้วเกินไปเยอะ ส่วนทางด้านค่ายปีกนกเองก็ใช่ว่าจะไม่มีคะแนนเกิน Marc Marquez และ Pol Espargaro เองก็เคยได้โพเดียมมาหลายครั้ง ส่วน Alex Rins ก็ชนะในเรซด้วยซ้ำ นั่นทำให้สองค่ายนี้ไม่ควรได้รับการเพิ่มสิทธิพิเศษใด ๆ และก็เชื่อว่าทางแบรนด์จะหาวิถีทางอื่นให้กลับมาสู้กันได้อย่างสูสี ค่ายอื่น ๆ เขาก็ต้องดิ้นรนเหมือนกันเช่น Ducati ที่กว่าจะกลับมาก็นานมาก ย้อนไปปี 2007 เลย แถม Aprilia เองก็เช่นกัน ทว่าบอสของ Ducati กับ Aprilia นั้นไม่ได้ออกมากล่าวคัดค้านอะไร กลับรออย่างเงียบ ๆ และเปิดใจมากกว่าทางค่ายสีส้มที่มีผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ งานนี้เพื่อน ๆ แฟน ๆ ที่ชื่นชอบ MotoGP มีความเห็นกันอย่างไรกันบ้างครับ แชร์กันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดูรถ เลือกรถ 2023 รถแบบไหน ที่ใช่สำหรับคุณ อยาก ดูรถ รถมอเตอร์ไบค์ดี ๆ หรือบิ๊กไบค์เอาไว้ขับขี่คู่ใจซักคัน แต่ไม่รู้จะเลือกรถแนวไหน รุ่นอะไร ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบเราดีนะ หากคุณยังตอบตัวเองไม่ได้ มาลองรู้จักรถมอเตอร์ไบค์แบบหลัก ๆ ในปัจจุบันกันหน่อยดีกว่า SuperBike อาจช่วยคุณหาคำตอบได้ ลองเริ่มถามตัวเองดูก่อน ว่ารถแบบไหนที่เห็นแล้วใจมันเต้น ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนเห็นสาวที่โดนใจจนหยุดมองไม่ได้ ? (เอ๊ะ) แบบไหนมันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง สปอร์ตแฟริ่งที่เส้นสายที่ลู่ลม ดุดัน ไฟหน้าไฟท้ายโฉบเฉี่ยว ส่วนโค้งส่วนเว้ากลมกลึงไปหมด หรือว่า ฮาล์ฟแฟริ่งหน้าตาดุดัน แฮนด์บาร์ตรงแบบเน็กเก็ต หรือจะแบบ..โย่งโก๊ะ ใหญ่โต ดุดัน พร้อมลอยในอากาศ โดดทุกเนินที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะโซฟาวิ่งได้ มีทุกอย่างที่การเดินทางไกลต้องการ อันไหนตรงใจ ก็คิดไว้ก่อนเลย ว่ามันใช่ๆๆๆ แล้วจดเอาไว้ … แล้วลองดูแต่ละแบบข้างล่างนี้เป็นไกด์ไลน์ รถแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง Sport Bike สปอร์ตแฟริ่งซูเปอร์ไบค์ มาพร้อมเส้นสายที่ลู่ลม เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากสนามแข่งขัน ไม่ว่าจะ ซีซีมากน้อย ถูกถอด DNA มาจากเรือธงของแต่ละค่าย ไฟหน้าไฟท้ายโฉบเฉี่ยว ออกแบบส่วนโค้งส่วนเว้าเพื่อแอโรไดนามิกแบบเต็มขั้น พละกำลังมาพร้อมระบบส่งกำลังเพื่อรีดสมรรถนะสูงสุดออกมาสำหรับการไปได้เร็วที่สุด ผสานระบบช่วงล่างที่ต้องการการเกาะถนนในย่านความเร็วสูง อาจต้องแลกมาด้วยความแข็งกระด้างอยู่บ้างในย่านความเร็วต่ำ (ปรับได้ แต่มีลิมิตของมัน) ท่าขับขี่ที่ต้องการทักษะในการควบคุม และแลกมาด้วยความสะดวกสบายที่หายไป Standard Motorcycle หรือ Naked Bike รถแสตนดาร์ดที่นิยมในสมัยก่อน ซึ่งปัจจุบันอาจจำภาพรถประเภทนี้เป็น เน็กเก็ตไบค์ ที่มีความจุตั้ง แต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซีขึ้นไป ซึ่งจุดเด่นของโมเดลเน็กเก็ตไบค์หลัก ๆ ก็คือ ไม่ใช้แฟริ่งนั่นเอง และใช้ความจุเครื่องยนต์บล็อกเดียวกันกับ Supersport แต่สิ่งที่แตกต่างจริง ๆ คงเป็นเรื่องของพละกำลัง หรืออัตราทดเกียร์ที่ขับขี่ง่ายขึ้น ลดแรงม้าลง เพิ่มการตอบสนองได้ดีกว่าในชีวิตประจำ รวมถึงท่านั่ง ท่าขับขี่ ที่สบายและเป็นมิตรขึ้น แฮนเดิลบาร์ที่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลายกว่า และระบายความร้อนยามขับขี่ในเมืองได้ดีขึ้น Dual Sport ปัจจุบันถูกเรียกหลายแบบทั้ง Motard บ้าง SuperMoto บ้าง ก็เป็นทางเลือกใหม่ของคนวัยมันส์ (ไม่จำกัดอายุ (sparkling eyes) ซึ่งรถประเภทนี้สามารถลุยได้ทั้งทางฝุ่นและทางถนน แถมได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำได้ทุกอย่าง ไม่กลัวน้ำสูง น้ำท่วม หลายท่านมีล้อไว้สองชุด ทั้งทางฝุ่นทางเรียบ รอเลย ไม่ว่าจะขี่ไปทำงานวันธรรมดา แล้วเอาไปลุยป่าลุยเขาช่ววันหยุดสุดสัปดาห์ แถมในงานแทร็กเดย์ ก็เอาไปขี่ สไลด์ได้อีก ครบเครื่องคุ้มค่า เรียกได้ว่าสนุกได้หลายแบบเกินคุ้มจริงๆ Off-Road โมเดลสายลุยยอดนิยม เหมาะสำหรับไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความท้าทาย ไม่ว่าจะลุย โหน กระโดดเนิน ได้หมดครบรสชาติ ซึ่งจุดเด่นสำหรับรถสายออฟโรด จะใช้ยางดอกสูง เพื่อเอาไว้ขี่ลุยโดยเฉพาะ ล้อซี่ลวด และใช้แฟริ่งที่ผลิตขึ้นโดยพลาสติกที่มีประสิทธิภาพให้ความเหนียว รองรับการชนหรือกระแทกเป็นพิเศษ สำหรับรถโมเดลสายนี้จะถูกแบ่งออกเป็นรถย่อย ๆ อีกหลายประเภท ทั้ง EnduroBike, MotoCross, RallyBike และเดิร์ทไบค์ อีกด้วย Cruiser รถครูเซอร์ หรือ คนไทยอาจเรียกรวม ๆ กันไปกับกลุ่ม Chopper เป็นอันเข้าใจ ครูเซอร์มาจาก สไตล์นอนขี่ จาก Harley -Davidson เรียกได้ว่า มาเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ผลิตและบัญญัติ แบบฉบับรถสไตล์ครูเซอร์เอาไว้ก็ว่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่ เบาะทรงต่ำ ช่วงรถยาว ๆ ท่าขับขี่เท่ห์ ๆ จุ๊ย ๆ กับรถสไตล์คลาสสิค ที่ผสมผสานความสบายไว้แล้วล่ะก็ ครูเซอร์คือคำตอบ Touring หรือ Sport Touring บ้างก็เรียกสับสนกับครูเซอร์ แต่จริงๆ มันคือ Touring Bike หากจะเปรียบให้เห็นภาพอย่างง่าย ๆ ให้นึกถึง โซฟาติดล้อ ที่จะพาคุณ ขี่ข้ามรัฐ เดินทางข้ามฝากฝั่งเหนือจรดใต้ หลายพันไมล์ ด้วยความรู้สึก แสนสบาย เสมือนขับรถคันใหญ่

Kramer GP2-890 RR รถพร้อมแข่งตัวแรกขุมพลัง KTM และนี่คือ Kramer GP2-890RR 2024 รถพร้อมแข่งที่ใช้ขุมพลังจาก KTM ในรหัสเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์รถเยอรมันแบรนด์นี้ ซึ่งหากคุณได้รู้เลขเด็ดแล้วคุณอาจจะต้องซู้ดปาก เลขเด็ดที่ว่าคือ 138 แรงม้ากับน้ำหนักเพียง 142 ก.ก. เรื่องดีไซน์ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากเฉียบคมดุดันตามสไตล์ของซูเปอร์สปอร์ตพร้อมเฟรมถักสีโดดเด่น ซึ่งแน่นอนว่าดีไซน์ออกแบบมาให้มีแอโรไดนามิกที่ดีมากขึ้นกว่าโมเดลเก่า ๆ ก่อนหน้านี้ แต่เรื่องของกราฟิกเราคงไม่พูดถึงมากนัก เพราะแต่ละค่ายต้องเอาไปทำกราฟิกเพื่อรองรับสปอนเซอร์ของทีมแข่งกันอีกทีครับ เปลี่ยนมาเข้าเรื่องสำคัญกันอย่างเรื่องเครื่องยนต์ดีกว่า แน่นอนว่าขุมพลังเป็นเครื่องสองสูบเรียง 889 ซีซีของ KTM ที่เดิมให้แรงม้า 121 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดที่ 99 นิวตันเมตร 7,750 รอบ (890 Duke R) แต่ด้วยวิธีการของทางวิศวกรเยอรมันได้ทำการปรับแต่งให้มันแรงขึ้นเป็น 138 แรงม้าที่ 10,100 รอบ และ 100 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ด้วยการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้มีน้ำหนักเบาขึ้นและซอฟต์แวร์ควบคุมจัดการเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้ามากึ้น ทำให้รถมีรอบเรดไลน์ที่สูงขึ้นไปด้วยกลายเป็น 11,500 รอบ ส่วนทีเด็ดที่ทำให้ลดน้ำหนักเบามากขึ้นก็จะเป็นเฟรมถักที่ทำจากวัสดุโครโมลี่ 25CrMo4 ที่ช่วยรีดน้ำหนักได้มาก และมีการใช้ซับเฟรมท้ายเป็นถังน้ำมันไปด้วยในตัวโดยมีขนาด 16 ลิตร ทำให้ตัวรถด้านหน้าที่เหลือสำหรับวางแอร์บ็อกซ์นาดใหญ่ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมชิ้นส่วนระดับเทพอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของช่วงล่าง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo โดยมีคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ ล้อฟอร์จอลูมิเนียมน้ำหนักเบาจาก Dymag ระบบกันสะเทือนตัวท็อป WP Apex Pro เต็มระบบ กันสะบัด Hyper Pro RCS แผงคอ CNC เต็มระบบ สุดท้ายนี้เรื่องการวางจำหน่ายจะอยู่ที่ 41,990 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 1.6 ล้านบาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ จากค่ายปีกนก ของดีที่ไม่มีขายในบ้านเรา ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่เป็นวัยรุ่นยุค 90 หรือวัยที่อายุมากหรือน้อยกว่านี้บวกลบไปอีกสักนิดหน่อย น่าจะเคยได้ยินคำว่ารถป๊อปกันมาบ้าง มันก็คือมอเตอร์ไซค์จำพวกสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กนั่นเอง เชื่อมั้ยว่าสมัยนี้ก็ยังมีกลุ่มคนที่ “ชอบ” และ “เล่น” รถจำพวกนี้อยู่เลย มาวันนี้ผมก็เลยจะพาไปดูไป ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ แต่ดันไม่ขายในบ้านเรากันครับ ขยายความอีกสักนิดเกี่ยวกับรถป๊อปที่บ้านเรานิยมกันอยู่ในยุคนึงนั้นมันจะเป็นรถที่มีขนาดเล็ก เครื่องยนต์มีความจุไม่เกิน 50 ซีซี ซึ่งมักนิยมใช้กันในระยะทางใกล้ ๆ อย่างในหมู่บ้านใหญ่ ๆ หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานมาก เนื่องจากขี่ง่ายขี่สะดวก รถเล็กน้ำหนักเบา บางรุ่นก็มีความสวย มีความน่ารัก ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ แต่ก็จะติดตรงที่ว่าไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากขนาดความจุน้อยเกินไป แต่ยังทำประกันภัยและพ.ร.บ.ได้ตามปกตินะ 1.Honda Tact สำหรับรุ่นแรกจะเป็น Honda Tact สกู๊ตเตอร์ 50 ซีซีที่มาในสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ให้ภาพที่ดูเหมาะกับการใช้งานในเมือง ดีไซน์เรียบง่ายเน้นการใช้งานได้จริง มิติที่มีความคล่องตัว เส้นสายดูเป็นเหลี่ยมสันให้ความโฉบเฉี่ยว แต่ไม่ดุดันมากนัก เหมาะกับการขี่ได้ทุกเพศทุกวัย เจ้าคันนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของด้านหน้าทางซ้าย ตะขอแขวนของสำหรับแขวนถุงผ้าหรือสัมภาระอื่น ๆ ที่สามารถพับเก็บได้ ช่องเติมน้ำมันบริเวณที่วางเท้าช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องลงจากรถ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะขนาด 20 ลิตรที่เพียงพอกับสัมภาระขนาดเล็ก หรือจะหมวกกันน็อกแบบเปิดหน้า 1 ใบ และปิดท้ายด้วยตะแกรงท้ายรถสำหรับมัดและบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่อง eSP ขนาด 50 ซีซี 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้กำลังดีและมีความประหยัด ทั้งยังมีระบบ Idiling Stop ช่วยดับเครื่องเวลาหยุดรถรอคนข้ามหรือติดไฟแดง และแค่บิดคันเร่งก็พร้อมออกตัวไปต่อได้ในทันที สะดวกว่ารถและประหยัดกว่ารถป๊อปสมัยก่อนมาก ๆ ครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียม 8 ก้านขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบคอมบายเบรก เวลากำเบรกหลังระบบจะช่วยกระจายเบรกไปยังเบรกหน้าให้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะมี 5 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงินเดนิมเมทัลลิก สีเทาด้าน สีขาว สีดำกราไฟต์ และสีแดงเมทัลลิก โดยมีสนนราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 179,300 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 44,000 บาทเท่านั้น 2.Honda Giorno รุ่นที่ 2 จะเป็นเจ้า Honda Giorno สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กในสไตล์คลาสสิควินเทจ ฮิตมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นที่นิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์มุ้งมิ้ง กลม ๆ มน ๆ โดนใจคนชอบความมินิมัล ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว เรือนไมล์อนาล็อก และกระจกมองหลังก็ออกแบบมาในแบบกลม ๆ มน ๆ เส้นสายของตัวรถก็เต็มไปด้วยเส้นโค้งดูสวยงามลงตัว นอกจากดีไซน์คลาสสิกกลิ่นอายอิตาเลียนสมชื่อที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแล้ว ตัวรถยังมีลูกเล่นการใช้งานที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะที่ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่เพียงพอจะใส่เอกสารหรือสัมภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้สบาย ๆ หรือจะใส่หมวกแบบเปิดหน้า 1 ใบก็ทำได้เช่นกัน ในส่วนสำคัญอย่างเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องขนาด 50 ซีซี 2 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ สำหรับคันนี้เรียกว่าคลาสสิคย้อนยุค ย้อนกันไปสมัยวัยเด็กวัยรุ่นกันเลยทีเดียวครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างก็จะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียมขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พูดถึงเรื่องของการจำหน่ายสำหรับโมเดลนี้จะเป็นโมเดลเก่าแล้ว และทางฮอนด้า ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด Honda GYRO X มาต่อกันที่สุดท้ายที่แปลกแหวกแนวกว่าคันอื่น เพราะเจ้า GYRO X นั้นมี 3 ล้อ และออกแบบมาเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจเสียมากกว่า แต่มันก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน ขนาดผมเองยังอยากได้เลย และย้อนไปในตอนสมัยที่ผมยังเป็นเด็กประถม ผมยังจำได้เลยว่าคุณครูของผมก็ใช้รถสไตล์นี้แหละขนสัมภาระต่าง ๆ สะดวกสบายมาก ๆ เลยครับ สำหรับการดีไซน์นั้นไม่มีอะไรที่ออกไปในทางสวยงามมากนัก แต่เป็นไปในทางที่เรียบง่ายและเน้นการใช้สอยเป็นหลักซะมากกว่า ทว่ามันก็ได้อารมณ์ที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนใคร ทั้งจากการที่มันเป็นสามล้อและความเป็นเหลี่ยมเป็นสันได้กลิ่นอายความเรโทรไปอีกแบบ ด้านหน้ารถดูเรียบง่ายแต่เด่นด้วยพื้นที่สำหรับวางสัมภาระนาดใหญ่ เหมาะกับการของจำพวกกล่องหรือลัง แบบเดียวกับด้านท้ายรถ แต่ด้านท้ายจะมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ส่วนดีไซน์ของไฟต่าง ๆ ออกแบบมาในลักษณะเรียบง่ายเน้นการใช้งานเป็นหลัก มองเห็นได้ชัดแม้ยามฝนตกในเวลาค่ำคืน

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 R.2 ล้นแทร็ก ! การันตีความมันส์ต่อเนื่อง ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับแทร็กเดย์สนาม 2 สำหรับงานแทร็กเดย์สนามที่ 2 ใน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา โดยในรอบนี้ ได้รับกระแสตอบรับจากเหล่านักบิดและผู้ร่วมงาน บอกเลยได้ว่า ล้นแทร็ก ! กว่า 1,500 คน และรถแข่งอีกจำนวนหลายร้อยคัน ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ทางผู้จัด เดินหน้าสานต่อความสนุก ให้กับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นนักบิดจากสำกัดต่าง ๆ หรือนักแข่งอิสระได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในสนามแข่ง โดยแบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็นรุ่นต่าง ๆ ให้นักบิดระดับฟอร์มเก๋า และนักบิดสายเลือดใหม่ เข้ามาเอ็นจอยความสนุกในการแข่งขันตลอดทั้ง 2 วัน รวมไปถึง เปิดโอกาสให้กับสาวกบิ๊กไบค์ Honda Bigbike และ Yamaha Riders’ club ได้เข้ามาเปิดประสบการณ์เรียนรู้ เสริมทักษะการขี่ในสนามแข่ง ซึ่งตลอดทั้งกิจกรรมจะมีโค้ชและช่างชำนาญการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมไปถึง เพิ่มรุ่นการแข่งขัน เพื่อให้เหล่านักบิด ได้เติมเต็มความสนุกในการขับขี่แบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยเฉพาะ นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีบูธสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก เช่นบูธเซอร์วิสยาง Pirelli บูธของแต่งรถจาก Ohlins, Showa, Andreani by Sina moto, D.I.D, Morin, BRD, ENI, ZipperBiker บูธเสื้อผ้าและไรดิ้งเกียร์ Zeus, Just1, Nolan, Mooneyes, Imane และพรมซิ่ง รวมไปถึงบูธ Showpow Cafe ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ชมภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับบรรยากาศกิจกรรมในงานที่ผ่านมา ในวันเสาร์ หลังจากประชุมนักแข่งเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบ่งกรุ๊ปลงซ้อมในสนามตามเซสชัน ก่อนสู่รอบควอลิฟายเพื่อจับผลเวลาที่ดีที่สุด ให้ได้อันดับกริดสตาร์ทออกตัวในรอบเรซจริงของวันอาทิตย์ ต่อด้วยความมันส์สำหรับการแข่งขันในรุ่นต่าง ๆ ตั้งแต่รุ่น Minibike 150 cc ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่าง SuperBike 1000 cc ซึ่งเห็นจากฝีไม้ลายมือ การวาดลวดลายในสนามแข่งของนักแข่งแต่ละคนแล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เดี๋ยวไปดูภายสวย ๆ ในบรรยากาศการแข่งขันกันดีกว่า แถมยังมีกิจกรรมสุ่มแจกของรางวัล Lucky Draw ให้กับผู้เข้าชมภายในงานอีกด้วย คุ้มจริง ๆ จบการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลโพเดียมจากการแข่งขันในรอบนี้ สำหรับสนามถัดไปจะเป็นรอบสุดท้ายของการแข่งขันประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 2-3 ธันวาคม 2566 ที่ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา หากใครที่สนใจร่วมลงการแข่งขันในรอบถัดไป สามารถติดต่อเข้ามาสมัครได้ที่ https://www.superbikemag.com/trackday/ จงเตรียมให้พร้อม รางวัลโพเดียมถัดไป อาจจะเป็นของคุณ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก