SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha M1 V4 2026

ความเคลื่อนไหวในแพดด็อกของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในซุ้มพิตของค่ายส้อมเสียงที่กลายเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนทั่วโลก แฟนความเร็วต่างเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha R9 drama รถสปอร์ต ไม่แท้ เน็กเก็ตสวมแฟริ่ง..หรือเปล่า?

Yamaha R9 drama รถสปอร์ต ไม่แท้ เน็กเก็ตสวมแฟริ่ง..หรือเปล่า? เป็นที่ถกเถียงดราม่าใหญ่ในโลกเซียล ซึ่งบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ให้ดูทีละจุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี ตอกย้ำความสวยงามกับโมเดลที่งดงามดุจดั่งงานศิลปะของมอเตอร์ไซค์กับ MV Agusta Dragster RR SCS America โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 300 คันพร้อมรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันด้วยการเลเซอร์บนแผงคอ พร้อมจำหน่ายในโซนอเมริกาเหนือ และยังเป็นส่วนนึงในแผนการรุกตลาดในอนาคตของทางค่ายอีกด้วย อย่างที่เห็น ๆ เลยครับ โมเดลนี้เป็นโมเดลสุดพิเศษที่มาพร้อมชุดสีธงชาติอเมริกาเพื่อคนอเมริกา แต่จริง ๆ ผมว่ามาขายคนไทยก็ได้นะสีคล้ายกัน อิอิ ตัวรถนั้นมีรายละเอียดปราณีตมากมาย ที่เด่น ๆ ก็เช่นล้อหลังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก พร้อมชุดสีพิเศษซึ่งรวมถังน้ำมันสีพิเศษเข้าไปด้วย และแน่นอนว่ามีรันนัมเบอร์ที่แผงคอบนอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยชิ้นส่วนพิเศษอย่างครอบคลัตช์ใส่ของ SCS ผู้ซื้อยังได้ใบรับรองความพิเศษและความเป็นของแท้ของโฒเดลนี้อีกด้วย และหากเท่าที่คุณเห็นยังไม่ถูกใจไม่โดดเด่นมากพอคุณสามารถจ่ายเงินเพิ่มความสปอร์ตและความแรงด้วยการติดตั้งท่อไทเทเนียมของ Akrapovič ซึ่งสามารถช่วยให้แรงม้าโดดขึ้นไปเป็น 148 แรงม้าที่12,800 รอบ ในส่วนของตัวรถพื้นฐานนั้นแน่นอนว่ามาจากเจ้า Dragster RR SCS ที่มีชิ้นส่วนเดิมที่พรีเมียมมากมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเจ้าระบบคลัตช์อัตโนมัติของ SCS ที่พัฒนาร่วมกับทาง Rekluse ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องใช้คลัตช์พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากสนามแข่ง MotoGP ซึ่งก็คือเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและเกียร์บ็อกซ์แบบถอดออกได้ และระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ของ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ตัวรถยังมีคันเร่งไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาให้ควบคุมและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และยกเลิกครูซคอนโทรลได้ดีขึ้น มีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่ช่วยให้ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอยตัวและระบบเบรก ABS ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น กันสะบัดปรับได้ 8 ระดับมาช่วยเพิ่มความเสถียร และหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5.5 นิ้วที่ปรับปรุงซอฟต์แวร์มาใหม่ สุดท้ายนี้เจ้าแดร็กสเตอร์อเมริกาเวอร์ชันคันนี้จะจำหน่ายในตัวแทนที่อเมริกาเหนือตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ส่วนเมืองไทยนั้นคงหายากและราคาแพงหน้าดูเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 800NK เน็กเก็ดแดนมังกรดีไซน์ดุ

CFMoto 800NK เน็กเก็ดแดนมังกรดีไซน์ดุ หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นกันไปแล้วสำหรับโมเดลนี้ CFMoto 800NK ซึ่งเปิดตัวกันไปแล้วที่ประเทศจีน แต่ตอนนี้มาบุกตลาดยุโรปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วยังมันเป็นรถคอนเซ็ปต์ภายใต้ชื่อว่า NK-C22 อยู่เลย มาตอนนี้ก็กลายเป็นรถพร้อมขายถึงทางยุโรปแล้ว แต่บ้านเรานั้นยังคงต้องลุ้นกันไปยาว ๆ สำหรับดีไซน์เจ้าคันนี้มาในรูปแบบเน็กเก็ดไบค์ที่ดูดุดัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์แบบหัวลูกศร ท้ายสั้น และเส้นสายเฉียบคมทั่วทั้งคันรถ และไม่เพียงแต่หน้าตาที่มีดี ตัวรถยังคำนึงถึงเรื่องของความสบายในการขับขี่หรือในเรื่องการยศาสตร์ แน่นอนว่าตัวรถออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรง และยังให้เบาะนั่งที่ความสูงเหมาะสมที่ 795 ม.ม. ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าขับขี่ได้มั่นใจทุกความสูง มาที่เรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง โมเดลนี้ใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง 799 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำวางบนเฟรมแบบท่อโลหะโครโมลี่ ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้ามาที่ 95 แรงม้า และดุดันด้วยแรงบิด 79 นิวตันเมตร แต่มีน้ำหนักตัวรถเพียง 186 กก.เท่านั้น ส่วนช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างให้มาดี ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังก็จะให้มาเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบอีกเช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจากทาง J.Juan ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก J.Juan เช่นกัน พร้อมกับระบบเบรก ABS จาก Bosch ปิดท้ายด้วยล้อที่ให้มาเป็นจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 120/60 ZR17 และ 180/55 ZR17 ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ตัวรถนั้นมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Sport, Street และ Rain ส่วนในรุ่น Advance ก็จะมีกันสะบัด ควิกชิฟเตอร์พร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พร้อมระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะเพิ่มเข้ามา สุดท้ายเรื่องการจำหน่ายนั้นวางจำหน่ายในยุโรปเริ่มต้นที่ 7,390 ยูโรหรือราว ๆ 284,000 บาท ส่วนบ้านเราก็อย่างที่บอกไปครับว่าลุ้นกันยากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 2024

BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูล  BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูลเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้าหลังจากที่ทางค่ายเคยเปิดตัว CE 04 ไปเมื่อราว 2 ปีก่อน สำหรับโมเดลนี้บอกเลยว่าโดดเด่นและแตกต่าง ไม่เหมือนใครด้วยแนวคิดและตัวตนที่บอกว่ารถของตัวเองนั้นไม่ใช่ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่เป็นนักปาร์กัวร์สายไฟฟ้า งงใช่มั้ยล่ะ ใช่สิผมก็งง แต่ช่างเหอะเราไปดูการออกแบบและสเปกส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า   ดีไซน์ของรถบอกเลยว่าล้ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความเท่ในแบบที่ทุกคนที่เห็นต่างต้องชอบใจ และก็คงเอาไว้ซึ่งดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมาอย่างรุ่นพี่ CE 04 อีกด้วย ตัวรถออกแบบมาให้มีความคล่องตัว แม่นยำ ทนทานและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่ออกแบบมาแล้วเกินเลย เทอะทะ ไร้ซิ่งชิ้นส่วนที่ไม่มีความจำเป็น   ตัวรถเลือกใช้สีดำเป็นหลักในหลาย ๆ ชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าจนถึงแฟริ่งแผงคอด้านบน เลือกใช้สีเทาเมทัลลิกแบบด้านสำหรับฝาครอบมอเตอร์เพื่อสร้างคอนทราสต์และลูกเล่นระหว่างสีแบบด้านและสีแบบเงา อีกทั้งยังมีโมเดลเวอร์ชัน Highline ที่มีการขับเน้นสีสันให้เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ชอบเข้าสังคมและชอบความมีสีสัน โดยโมเดลนี้จะอโนไดซ์โช้คให้เป็นสีทองโดดเด่น และเล่นลายกราฟิกแบบเทปด้วยสีเขียวตัดกับตัวรถเพิ่มเติม มาถึงส่วนที่หลาย ๆ คนใส่ใจกันมาก ๆ ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของตัวรถ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องใบขับขี่ของทางยุโรป ซึ่งแบบแรกคือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสายพาน โดยมีกำลังที่ 11 กิโลวัตต์หรือ 15 แรงม้า สำหรับใบขับขี่ A1ของนักบิดอายุ 16 ปีขึ้นไป และเวอร์ชันจำกัดสำหรับใบขับขี่แบบ AM หรือนักบิดที่อายุน้อยกว่านั้น โดยจะจำกัดไว้ที่ 4 กิโลวัตต์หรือ 4 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งนี้ก็แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศอีกที อย่างไรก็ดีสำหรับรุ่นปกติสมรรถนะเต็มกำลังนั้นเคลมท็อปสปีดมาถึง 95 กม./ชม. และเคลมระยะการใช้งานมาได้มากถึง 90 กิโลเมตร (WMTC) และยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Flow และ Surf ซึ่งโหมดแรกจะเหมาะการขับขี่แบบไหล ๆ ไปตามถนนในชานเมือง ส่วนโหมดที่ 2 สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความลื่นไหลซึ่งก็คือการซอกแซกไปในเมืองที่รถหนาแน่น ส่วนต่อมาที่หลาย ๆ คนสนใจอีกไม่แพ้กันก็คือแบตเตอรี่และการชาร์จ ซึ่งใช้แบตเตอรีขนาด 3.92 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตัวรถจะมาพร้อมที่ชาร์จแบบภายนอกที่จ่ายไฟได้ 0.9 กิโลวัตต์โดยสามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อตัวชาร์จแบบควิกชาร์จที่จ่ายไฟได้ 1.5 กิโลวัตต์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิลลูปทำจากเหล็กกล้า มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังมีสวิงอาร์มเดี่ยวที่ยีดเข้ากับโช้คเดี่ยว ส่วนล้อเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบาในแบบของล้อดิสก์พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า โดยที่ตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 132 กก. และมีเบาะนั่งต่ำเพียง 750 ม.ม. จึงตอบโจทย์นักขี่ได้หลากหลายเรียกว่าทุกเพศและเกือบจะทุกวัยเลยทีเดียว ต่อกันในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยสมกับเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า ตัวรถมีหน้าเรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงสถานะแบตเตอรี่อีกด้วย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้แรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชีน BMW Motorrad ได้ ช่วยให้ใช้ฟังก์ชันเสริมอย่างการบันทึกเส้นทางการเดินทางได้ด้วย และยังมีระบบช่วยถอยหลังอีกด้วย ส่วนเรื่องของความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพของรถโดยอัตโนมัติและระบบควบคุมเสถียรภาพให้กลับเป็นปกติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถเปิดราคาเริ่มต้นที่ 8,500 ยูโรคิดเป็นเงินตรง ๆ เลยก็ราว ๆ 328,000 บาท แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ CE 04 ที่เปิดราคาไทยแล้วล่ะก็ สนนราคาก็น่าจะกระโดดไปที่ 569,000 บาทเลยทีเดียว (ราคานี้เป็นเพียงราคาคาดการณ์เท่านั้น) ซึ่งน่าจะทำให้รถคันนี้เป็นโมเดลที่อาจจะไม่คุ้มในการทำตลาดบ้านเราเท่าไหร่ อาจจะทำให้ไม่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา หรืออาจจะเข้ามาจำนวนน้อย งานนี้ใครเงินเหลือล่ะก็จัดเลย เท่ไม่หยอกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Disney Mickey Mouse Edition

Vespa Disney Mickey Mouse Edition ฉลองร้อยปีดิสนีย์ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแบรนด์ระดับไอคอนิกสองแบรนด์จับมือกันสร้างสรรค์ผลงาน แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบในแบรนด์ดังกล่าว และล่าสุดก็คือ Vespa Disney Mickey Mouse Edition ผลงานการรังสรรค์ร่วมกันระหว่างเวสป้าและดิสนีย์นั่นเอง การมาร่วมมือกันครั้งนี้เป็นอะไรที่พิเศษสุด ๆ เนื่องจากเป็นโปรเจ็กต์ Disney 100 ซึ่งเวสป้าเองก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของทางดิสนีย์ด้วยการส่งอิดิชันพิเศษออกมาในสไตล์ของมิกกี้เมาส์ ตัวการ์ตูนสุดไอคอนิกที่โด่งดังและเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย เป็นอมตะไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถมาในโทนสีดำแดงแบบทูโทนเป็นเมนหลักซึ่งเป็นสีมาจากเจ้าหนูมิกกี้เมาส์ ตัวกระจกมองข้างทรงกลมสีดำเปรียบเสมือนหูของเจ้ามิกกี้ ตัดด้วยสีเหลืองที่บังโคลนหน้าและขอบล้อแม็กที่เป็นสีของรองเท้า โดดเด่นด้วยสีสันภายนอกที่สะดุดตาแล้วยังมีลวดลายกราฟิกมิกกี้เมาส์ที่ตัวเฟรมด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองด้าน ตัวเบาะมีการปั๊มจมเป็นลายเซ็นส์ของมิกกี้เมาส์เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมสติกเกอร์เจ้าหนูหูกลมบริเวณช่องเซอร์วิส โดยอิดิชันพิเศษนี้จะมีมาในรุ่น Primavera 50 ซีซี 125 ซีซี และ 150 ซีซี ส่วนในเรื่องของสนนราคาและจำนวนที่ผลิตนั้นยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากและราคาค่อนข้างแรง อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่ามันจะต้องมีมาจำหน่ายในไทยบ้างล่ะ ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norden 901

Norden 901 ไวกิ้งสายลุยจาก Husqvarna Norden 901 สายลุยเเดนไวกิ้ง เปิดไทยไม่ถึง 6 เเสน..!! – YouTube เปิดตัวที่ยุโรปกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์เปิดตัวที่ประเทศไทยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เองสำหรับเจ้า Husqvarna Norden 901 ไวกิ้งสายลุย แอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกและยังเป็นรถไซสใหญ่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา ถ้าไม่นับเจ้าของใหญ่อย่าง KTM น่ะนะ สำหรับเจ้านอร์เด็น 901 คันนี้ถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากเป็นครั้งแรกเลยสำหรับค่ายนี้ที่ปกติแล้วเชี่ยวชาญช่ำชองและโชกโชนในมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่และโมโตครอสอย่างมาก และขึ้นชื่อเรื่องออปชันแน่นกับราคาที่แรงตามสมรรถนะของรถ และเมื่อค่ายไวกิ้งหันมาทำแอดเวนเจอร์หรือรถสายลุยมันจึงน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ เรื่องของดีไซน์จัดว่าโดดเด่นแปลกตา แต่ก็เป็นไปตาม DNA ของทางค่ายเช่นเดิม เด่นด้วยไฟหน้า LED และชิลด์บังลมทรงตัด ทั้งยังให้ไฟตัดหมอกมาด้วยเลยซึ่งเป็นแบบที่แอดเวนเจอร์ค่ายอื่นไม่ทำกัน แฟริ่งด้านข้างเด่นด้วยโลโก้ค่ายขนาดใหญ่พร้อมเส้นสายลายกราฟิกในแบบแผนที่ทางภูมิศาสตร์สื่อถึงการผจญภัย ตัดด้วยสีเหลืองเลม่อนสดใสและสีขาวสีประจำค่ายดูลงตัวแบบไม่ทิ้งตัวตน ตัวรถใช้ขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 889 ซีซีที่ใคร ๆ ต่างรู้ว่าเครื่องนี้มาจากทางค่ายสีส้ม วางเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเฟรมโครโมลีที่น้ำหนักเบาแต่ก็ยังแข็งแรง โดยเคลมกำลังสูงสุดมาที่ 105 แรงม้าและแรงบิดที่ 100 นิวตันเมตร อาศัยเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ทางค่ายเคลมว่าช่วยให้วิ่งได้ไกลมาถึง 400 กม. ตัวเครื่องยนต์เร่งแรงด้วยการสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า แถมพ่วงมาด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ทั้ง Street, Rain และ Offroad ทางค่ายยังติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ 6 สปีดที่ให้มาได้ไหลลื่น และแน่นอนว่ามาพร้อมกับระบบพาวเวอร์แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้คุมล้อหลังได้ดียิ่งขึ้น   ช่วงล่างโดดเด่นและตอบโจทย์การขับขี่แบบลุย ๆ ด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์คู่บุญอย่าง WP ซึ่งด้านหน้าให้โช้ค WP APEX ขนาด 43 ม.ม.ที่เป็นโช้คหัวกลับ ระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. สามารถปรับแต่งค่าจ่าง ๆ ได้ครบถ้วนเพียงแค่หมุนปรับคลิกเกอร์ไดอัล ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว WP APEX ระยะยุบตัวรวม 215 ม.ม. ซึ่งก็สามารถปรับแต่งได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของระบบเบรกก็จะค่อนข้างลงตัวด้วยระบบเบรกจาก J.Jaun ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรก 320 ม.ม.ส่วนด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ Cornering ABS จากบอร์ชที่มีโหมด Offroad มาให้ด้วย เรื่องสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยาง ตัวรถจะให้ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในขนาด 21 และ 19 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ให้คุณลุยผ่านได้แทบทุกอุปสรรค รวมไปถึงขี่ทางไกลถนนดำก็ไม่มีปัญหา และในเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์เนอริ่ง ABS ที่มาพร้อม Offroad โหมดที่พูดถึงไปแล้ว ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกที่ทางค่ายเรียกว่าส MSR หรือมอเตอร์สลิปเรกูเลชัน ระบบแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ และแน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายเปิดราคาที่ 599,800 บาท กับสีสันเดียวกับคันที่เราเห็นกันอยู่นี้ไม่ได้มีสีอะไรให้เลือก แต่ก็บอกเลยว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์แท้ ๆ ที่ให้ออปชันมาดี เมื่อเทียบกับราคาคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันนั้นจัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับสำหรับโมเดลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า ของลุงผู้คลั่งในความเร็ว

ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า ของลุงผู้คลั่งในความเร็ว เรียกว่าเป็นข่าวดีของวงการ Top Fuel Motorcycle หรือวงการแดร็กเรซซิ่ง รวมไปถึงแฟน ๆ ของ Jimmy Brantley หรือเดอะฮัลค์ ซึ่งใกล้จะกลับมาทุบสถิติแดร็กเรซซิ่งอีกครั้งแล้วด้วยเจ้า ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า หลังจากแขวนหมวกหายไปจากวงการแข่งนานถึง 15 ปี   ซุ่มทำรถกันนานนับปีสำหรับลุงวัย 67 อดีตนักแข่งท็อปฟิวมอเตอร์ไซเคิลหลังบอกกับทีมงานทำรถสั้น ๆ ว่าได้เวลากลับมาหาความสนุกแล้วว่ะพวก และล่าสุดไม่กี่วันมานี้ทางทีมงานสร้างรถก็เริ่มทดสอบขับขี่ในสนามแดร็กจริง ๆ กันแล้วครับ ไปลองดูคลิปกันได้ว่าแรงขนาดไหน พูดมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักคำว่า ท็อปฟิวมอเตอร์ไซเคิล ผมก็ขออธิบายไว้ตรงนี้ก่อนว่ามันคือการแข่งแดร็กประเภทนึงที่เปิดโอกาสให้ทำรถกันแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว ยัดได้ทั้งซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบ และถึงกับใช้ไนโตรมีเทน (ใช้แทนน้ำมันปกติ) ทั้งนี้สามารถทำเครื่องอย่างน้อย 3 สูบและทำได้ใหญ่ถึง 3,278 ซีซี หรือถ้ามีระบบเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จจะสามารถทำได้ไม่เกิน 1,700 ซีซี ซึ่งรับรองได้เลยว่าแรงมากจริง ๆ สำหรับรถที่ลงแข่งในคลาสนี้ ย้อนกลับไปช่วงปี 2000-2007 ปีที่ Brantley ยังลงแข่งอยู่เขาทำผลงานในการแข่งขันประเภทนี้ไว้ได้น่าจดจำมากเมื่อเทียบกับจำนวนปีที่ลงแข่งขัน ขณะที่ตำนานและเจ้าของสถิติโลกอีกคนอย่าง Larry McBride ฉายาสไปเดอร์แมน ลงวิ่งต่อเนื่องเกินกว่า 40 ปี โดยเดอะฮัลค์หรือ Brantley นั้นเป็นคนที่สองในวงการที่ลงแข่งและสามารถทำสถิติเวลาอยู่ในโซน 5 วินาทีได้ โดยเคยทำสถิติไว้ที่ 5.8 วินาทีกับท็อปสปีด 385.6 กม./ชม.   ก่อนที่เขาจะมาระเบิดฝีไม้ลายมือกันที่พิกัดใหญ่ เขาเคยลงแข่งในรายการระดับชาติกับ Suzuki Hayabusa ในปี 2000 ที่สนาม Gainesville Raceway ในการแข่ง AMA Prostar มาแล้ว และก็ได้ตัดสินใจกระโดดลงมาแข่งในรุ่นสุดระห่ำนี้ทันที ซึ่งไม่มีนักแข่งที่ไหนเขาทำกัน ซึ่งเจ้าเหยี่ยวคันนั้นต่อให้แรงแค่ไหนก็ไม่มีวันเท่าเจ้าเขียวคันเก่ากับความแรง 1200 แรงม้าที่เขาขายไปแล้วตอนเลิกแข่งเลยสักนิด หลังจากนั้นหลายปี เขากลับมาหาแก๊ง 5 วินาทีของเขาและให้ทีมงานทำรถของ Larry ทำรถให้เขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และมันก็กลายเป็นเจ้ายักษ์เขียว 1500 แรงม้าคันที่คุณเห็นอยู่นี้เอง โดยตัวรถมีชิ้นส่วนที่ต้องทำมือหลายชิ้น ต้องเช็คในดีเทลต่าง ๆ มากมายหลายต่อหลายครั้งเพื่อลดความผิดพลาด กลายเป็นความทุ่มเทครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ความสามารถฝีมือตลอดไปจนถึงเวลาหลายปีและเงินมหาศาล กระทั่งรถของเขาก็เสร็จในปี 2020 แต่ก็ยังมีการปรับแต่งกันไปเรื่อย ๆ กระทั่งในปีนี้เองเขาทุ่มสุดตัวลดน้ำหนักตัวเองเกือบ 20 กิโลกรัมเพื่อที่จะลุยทำสถิติเวลากันอีกครั้ง ทำให้ทีมงานต้องปรับจูนตำแหน่งท่านั่งใหม่ให้เหมาะกับตัว Brantly อีกครั้ง ก่อนจะออกไปทดสอบกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง สุดท้ายนี้เขาจะทำลายสถิติเวลาเดิมของเขาได้มั้ย หรือจะแรงจนทำลายสถิติของ Larry ได้ด้วย งานนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปย่อกรุงเทพให้เล็กลง..!!

วันนี้ได้มีโอกาสมาขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปที่ย่อกรุงเทพให้เล็กลงในวันเดียว โดยครั้งนี้จะเริ่มต้นทริปกันที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย กรุงเทพมหานคร ขับขี่ ลัดเลาะ ซิกแซก ซอกแซก ไปในเมืองหลวง ทำให้เมืองใหญ่ๆ กลายเป็นเมืองเล็กๆ ได้ในวันเดียว วันนี้เราจะไปไหนกันบ้าง ติดตามกันเลย..!! ก่อนอื่นก็ต้องมาทดสอบความแรงความคล่องตัวของเจ้า Lead คันนี้กันก่อนเลย โดยการจัดชาเลนจ์ทางตรง โชว์สมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ 4 วาล์ว ESP+ เครื่องตัวใหม่ ที่แต่ละคนก็ล้วนทำได้ดีเลยทีเดียว พร้อมกับวอร์มขับขี่ในสนามได้พร้อมก่อนที่จะลงถนน ลุยในเมืองหลวงต่อไป   โดยการขับขี่ครั้งนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม A B และ C ตามระยะทางที่กำหนดไว้ แต่เนื่องเราเอง ได้ซื้อรถ Honda Lead ใช้เองส่วนตัว เลยนำรถตัวเองร่วมทริปครั้งนี้ไปด้วยแบบจัดเต็มรูท ขี่กันให้หน่ำใจไปเลย เริ่มกันที่รูทแรก มาร์แชลพาผ่ารถติดช่วง เสรีไทย ตัดเส้นช๊อกโกแลตวิว เกษตรนวมินทร์ วิ่งเข้าเส้นเรียบทางด่วนรามอินทรา – เอกมัย เลี้ยวขวาพระราม 9 ขึ้นสะพานยาวมาลงถนนพญาไท ราชเทวี มุ่งหน้าเข้าสู่ ปทุมวัน ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ตรงขึ้นไป สามย่าน หัวลำโพง ถือว่าเป็นเส้นทางพิสูจน์ความคล่องตัว อัตราการตอบสนองคันเร่ง ช่วงล่าง รู้สึกได้เลยว่าตัวรถเล็ก กะทัดรัด แล้วต้องมาผ่าช่วงเช้ารถติด ยิ่งคิดถูกเลยที่เลือกคันนี้มาช่วงเวลาเร่งรีบ แวะถ่ายรูปเล่นกันที่หัวลำโพง     เราก็ไปทานหมูสะเต๊ะร้านสีมรกต อยู่ในซอยสุกร ในซอยนี้ร้านอาหารเพียบเลย ว่างๆ จะมาลองใหม่ จบมื้อทานเล่น ก็ไปลุยกันต่อกับเส้นทาง ไซน่าทาว เยาวราช วิ่งเข้ามาเส้นรอบสนามหลวง รถเริ่มเบาบางรถ เราก็เริ่มได้ถ่ายรูปกันบาง ก่อนที่จะถึงร้านอาหาร โคโค่ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่ ท่าพระอาทิตย์ ก่อนที่จะทานอาหารเที่ยง และ เปลี่ยนกลุ่มขับขี่ต่อไป     กลุ่ม B ก็สวยไม่แพ้กลุ่มแรกเลย ออกจากร้าน ข้ามสะพานปิ่นเกล้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปฝั่งโรงบาลศิริราช มุ่งหน้าไปยังถนนอักษะ พุทธมลฑลสาย 4 ตรงนี้ถือว่าเป็นอีก 1 จุด ที่สายไบค์เกอร์ชอบมากๆ เส้นถนนตรงนี้สำหรับผมถือว่าได้ทดสอบความแรงของตัวเครื่องยนต์ eSP+ ได้เป็นอย่างดี ทางตรง ยาวๆ ของถนนเส้นนี้ พิสูจน์ได้เลยว่าแรงจริง ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่ร้านกาแฟ Scene Bangkok คาเฟ่เวทย์มนต์ อยู่ที่พุทธมลฑลสาย 4  ก่อนที่จะสลับกลุ่มสุดท้ายของวันนี้ และแน่นอน เราเอารถเรามาเอง เราก็ยังอยู่ต่อ ตอนนี้เราขับมา ร้อยกว่าโลแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงยังเหลือครึ่งถัง ไปต่อสบายๆ   กลุ่ม C ออกจากร้านกาแฟ ขับขี่บนนถนนพรานนก  ต่อด้วยถนนอิสรภาพ เลี้ยวซ้ายตัดเข้าสะพานพุทธ วนเข้าปากคลองตลาด การจราจรเริ่มหนาแน่น เพราะว่าโรงเรียนเริ่มเลิกเรียนแล้ว ช่วงนี้ละ ที่จะกลับเข้ามาท้าทาย พิสูจน์ความคล่องตัว เราพิสูจน์มาเมื่อเช้าแล้ว แต่สำหรับกลุ่มนี้ จะได้สัมผัสความคล่องตัวที่แท้ทรู เราขับขี่ต่อมาที่ เสาชิงช้า อีก 1 จุดไฮไลท์ในกรุงเทพ และมุ่งหน้าราชปรารถ พระราม 9  ก่อนที่เราจะย้อนกลับเข้าไปในจุดเริ่มต้นที่ศูนย์   สำหรับทริปครั้งนี้ ตัวผมเองก็ได้มีโอกาสรวมขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok แบบวันเดย์ทริป รวดเดียว ด้วยรถของตัวเอง สิ่งแรกที่จะบอกเลยคือ 150 โล น้ำมันยังเหลือในถัง 1 ขีด การใช้งานจริง บิดจริง ความเร็วเฉลี่ย 80-100 กิโลเมตร เร่งบ้าง ช้าบ้าง สภาพการจราจรจริงแบบใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือว่าทริปนี้ ตรงตามคอนเซป “ย่อกรุงเทพให้เล็กลง” เหมือนกับตัวรถ Hond Lead ที่ออกแบบทุกอย่างมาอยู่ในคันนี้คันเดียว ไม่ว่าจะสายขน สายแรง สายประหยัด ก็มีให้ครบครัน เอาเป็นว่าทริปต่อไป จะไปย่อที่ไหนให้เล็กลงติดตามกันได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เวสป้า เปิด 3 โมเดลใหม่ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เวสป้า เปิด 3 โมเดลใหม่ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Vespa เล่นใหญ่ จัดอีเว้นท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ Vespanista Weekend Escapade ที่รวมพลเหล่าเซเลบีตี้ชื่อดังมากมาย กับกิจกรรมแฟชันโชว์สุดพิเศษในบรรยากาศที่มีกลิ่นอายชายฝั่งทะเลอิตาลี พร้อมกับการเปิดตัวเวสปิสตี้ระดับหัวแถวของเมืองไทย และโมเดลคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ภายใต้แคมเปญ VIVA LA VESPA ณ ลาน  Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์  บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำและมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ได้แก่ เวสป้า พิอาจิโอ อาพริเลียและโมโตกุชชี่ จัดกิจกรรม Vespanista Weekend Escapade พร้อมเนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร สู่เวทีแฟชันโชว์ครั้งใหญ่ในบรรยากาศและกลิ่นอายสไตล์ Italian Coastier  สำหรับงานนี้ จะเป็นแหล่งรวมพลสำหรับคนที่หลงรักเวสป้าและหลงใหลแฟชัน ได้สัมผัสถึงความพิเศษ จากการคอลแลปกับเหล่าบรรดาดีไซน์เนอร์ชื่อดังของเมืองไทย จัดลุคพิเศษแมตช์กับรถเวสป้าในรุ่นต่าง ๆ พร้อมโชว์ในงานนี้อีกด้วย  เปิดตัวเวสปิสตี้ครั้งแรกในประเทศไทย กับ 4 ไอคอนิกแฟนชันคนรุ่นใหม่  ปลุกกระแสความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการประกาศแต่งตั้ง “เวสปิสตี้” หรือ Friend of Vespa ครั้งแรกในประเทศไทยกับ 4 ไอคอนิกแฟชันคนรุ่นใหม่ ที่เป็นตัวแทนถ่ายทอดความอิสระและสะท้อนคาแลคเตอร์ของทั้ง 4 คน ได้แก่ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ โบกี้ไลอ้อน-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร และการครีเอทโชว์พิเศษที่เวสป้าร่วมมือกับแบรนด์แฟชันชั้นนำของเมืองไทย อาทิ MOO, ASV, V Activewear, Issue, TuTTi, KEM, Leisure Project เป็นต้น เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ 3 รุ่นสุดพิเศษก่อนใคร เฉพาะงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโมเดลคอลเลกชันสุดพิเศษ เฉพาะภายในงานเริ่มด้วย เวสป้า แซนด์ แอนด์ ซี (VESPA SAND AND SEA) ดูโอ้สายชิล ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Sand & Sea ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหาดทรายและทะเล ของเมืองชายฝั่งทะเลในอิตาลี ที่เต็มไปด้วยความสุขและความสดใส ในเวสป้ารุ่น  LX 125 I-GET SAND EDITION และ S125 I-GET SEA EDITION ถ่ายทอดดีไซน์และแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านเวสปิสตี้ อย่าง ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร โดย LX125 I-GET SAND EDITION สนนราคาที่ 99,900 บาท และ S 125 I-GET SEA EDITION สนนราคาที่ 109,900 บาท ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมรับชุด Welcome Kit ต่อมาเป็นโมเดลสุดพิเศษกับ เดอะ เวสป้า 946 ฉลองครบ 10 ปี (THE VESPA 946 10° ANNIVERSARIO) คอลเลกชันแรกจากซีรี่ย์ปีนักษัตร ซึ่งนับเป็นเวสป้ารุ่นพิเศษที่มาพร้อมลวดลายกระต่าย ซึ่งผลิตและจำหน่ายในจำนวนจำกัด พร้อมซีเรียลนัมเบอร์เพียง 1,000 คัน และนำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 20 คัน เท่านั้น  ด้วยรูปโฉมที่เป็นต้นแบบ ผ่านการตีความคุณค่าที่ทำให้สกู๊ตเตอร์แบรนด์นี้ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลก ผสานเข้ากับจิตวิญญาณร่วมสมัยและมุมมองอันก้าวลํ้า สู่งานมาสเตอร์พีซจากอิตาลีที่กลายมาเป็นไอเท็มสำคัญสำหรับนักสะสมตัวจริง เข้ากับสัตว์ประจำปีนักษัตร ทั้งหมด 12 รุ่น นับจากนี้ สนนราคาที่ 649,000 บาท  และครั้งแรกกับการเปิดตัวในเอเชีย กับ เวสป้า จีทีวี 300 เอชพีอี (VESPA GTV 300 HPE) หนึ่งในตระกูล GTS

F1 คืออะไร

F1 คืออะไร จะมาแข่งไทยจริงหรือ? แว่ว ๆ มาอีกแล้ว สำหรับกระแสของการแข่งขัน F1 ว่าจะมาแข่งขันที่ประเทศไทย แต่เชื่อมั้ยว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ๆ ที่จะมีรายการแข่งขันนี้ในประเทศไทย ซึ่งบทความนี้จะมาอธิบายว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนอื่นก็ต้องไปทำความรู้จักกันก่อนว่า F1 คืออะไร กันก่อนดีกว่าครับ F1 คือการแข่งขันรถสูตร 1 หรือ Formula 1 ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ FIA Formula One World Championship เป็นรายการแข่งขันในระดับที่สูงที่สุดสำหรับการแข่งขันรถประเภทล้อเปิด ซึ่งเจ้ารถที่ว่านี้ถือเป็นที่สุดของความเร็วที่ยานพาหนะมีล้อจะทำได้เลยก็ว่าได้ โดยตัวรถมีเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบชาร์จขนาด 1.6 ลิตร ให้แรงม้ากว่า 1000 แรงม้า กับน้ำหนักรถเพียง 768 กก. ใช้ยางสลิกขนาดพิเศษจากทาง Pirelli ตัวรถยังออกแบบโดยคำนึงแอโรไดนามิกขั้นสูง จนทำให้รถสามารถทำท็อปสปีดในสนามได้สูงสุดกว่า 370 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งนี่คือสเน่ห์อย่างนึงของการแข่งประเภทนี้ซึ่งโดนใจไบเกอร์อย่างเรา ๆ หลายคนเลยทีเดียว อีกทั้งการแข่งขันรายการนี้ทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่า 10 ทีมและมีแบรนด์ดัง ๆ มากมายเช่น Ferrari, Alpine, Alfa Romeo, Aston Martin หรือแม้กระทั่ง Honda เข้าร่วม ทั้งยังตระเวนแข่งไปยัง 22 สนามทั่วโลก ทำให้มีแฟน ๆ ที่คลั่งไคล้ความเร็วระดับขีดสุดที่เข้าไปชมถึงขอบสนามของรายการนี้รวมกันทั้งปีมากกว่า 5 ล้านคน แต่ถ้าหากนับแฟน ๆ ที่ชมจากทางบ้านนั้นมีการประเมินไว้ว่ามากถึง 1.55 พันล้านคนเลยทีเดียว ทีนี้วกกลับเข้าเรื่องว่าทำไมมันถึงยากเย็นจนถึงขั้นเรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกับการที่รายการนี้จะมาแข่งขันที่ไทย อนึ่งเลยการแข่งขันนี้คือการแข่งขันระดับสูงสุดของโลกมอเตอร์สปอร์ต ต้องการสนามที่ได้มาตรฐานสูงสุดซึ่งก็คือ FIA Grade1 ถึงจะสามารถให้รายการแข่งขันอันยิ่งใหญ่นี้จัดขึ้นในสนามดังกล่าวได้ ซึ่งการที่จะได้สนามระดับนี้ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อจัดการปัจจัยต่าง ๆ ที่ทางสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติกำหนดไว้ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในส่วนต่าง ๆ ของสนาม ไปจนถึงพื้นผิวของแทร็ก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะต้องเพียงพอในการรองรับนักแข่ง ทีมงาน หรือผู้ชม ซึ่งแต่ละเรซนั้นจะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 200,000 คน แน่นอนว่าหากจะสร้างสนามที่จะรองรับสิ่งที่ทาง FIA กำหนดมาได้นั้นจะต้องใช้เงินถึงหลักพันล้านเลยทีเดียว แต่นั่นยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย ยังมีค่าใช้จ่ายในการเซ็นสัญญาเพื่อจัดการแข่งขันซึ่งก็ใช้เงินแบบคิดกันกลม ๆ ก็ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือราว ๆ 1,400 ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก อาทิค่าการตลาดและค่าโปรโมตการแข่งขัน ค่ารักษาความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่ารวม ๆ กันทั้งหมดก็หลายพันล้านบาทเลยทีเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนแฟน ๆ รถแข่งสูตร 1 ในบ้านเรายังมีไม่มากพออีก ค่าตั๋วเข้าชมที่มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 8,000 บาท ก็น่าจะมีส่วนให้มีการเข้าชมน้อย หรืออาจจะไม่มากพอ ซึ่งเมื่อมองในมุมของนักลงทุนแล้วก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าเสมอ ยกตัวอย่างลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นกับไทยเมื่อปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ใช้เงินน้อยกว่านี้มาก รวมถึงฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมมาก ๆ ในบ้านเรายังเกิดปัญหาจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่ว ดังนั้นดีลรายการแข่งนี้ที่เป็นดีลยักษ์ใหญ่จึงยิ่งยากที่จะประสบความสำเร็จในไทยได้ สรุปแล้วความฝันที่จะมาตอบโจทย์ชาวไบเกอร์ที่ชอบความเร็วอย่างเรา ๆ ที่นอกจากจะได้ชม MotoGP ในไทยแล้ว ยังอยากชม F1 ด้วยนั้นคงเป็นไปได้ยากมาก ๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เซ็นสัญญา ซัพพอร์ตยางแข่ง Moto2 และ Moto3

Pirelli เซ็นสัญญา 3 ปี ซัพพอร์ตยางแข่ง Moto2 และ Moto3 ข้อตกลงใหม่ยืนยันคอนเฟิร์มแล้วหลัง Pirelli เซ็นสัญญา ซัพพอร์ตยางแข่ง Moto2 และ Moto3กับทาง Dorna Sports แล้ว งานนี้เราก็จะได้เห็นยางอิตาเลียนระดับตำนานแบรนด์นี้ไปเข้าร่วมแพ็ดด็อกของรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง MotoGP ตั้งแต่ปี 2024 ถึงปี 2026 พีเรลลี่จะได้กลายเป็นผู้สนับสนุนยางรายการ Moto2 และ Moto3 อย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว โดยสัญญาสามปีนี้ได้รับการสรุปแล้ว และเราจะได้เห็นยางอิตาเลียนแบรนด์นี้ได้กลายเป็นส่วนนึงในการแข่งขันในรุ่นเล็กและรุ่นกลางในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ทั้งนี้ Pirelli เองได้เป็นผู้สนับสนุนยางรายเดียวของการแข่งขันทุกคลาสในศึก MOTUL FIM Superbike World Championship และตอนนี้ได้ขยายไปยังรายการแข่งขันสองล้ออื่น ๆ ซึ่ง Moto2 และ Moto3 ซึ่งเป็นคลาสที่คอยป้อนนักแข่งส่งสู่เวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ซึ่งทางพีเรลลี่จะซัพพอร์ตยางสลิก DIABLO™ Superbike ทั้ง 2 คลาส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาสำคัญของทาง Pirelli ที่ว่า ‘We sell what we race, we race what we sell’ ซึ่งหมายความว่า “เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย” และด้วยสัญญาในครั้งนี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาของทางพีเรลลี่ทั้งในแง่ของการเติบโตทางการค้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งแพ็ดด็อกของ MotoGP เปรียบเสมือนแล็ปทดลองทางการแข่งขันที่ดีที่สุดของโลกสองล้อ และยังส่งเสริมผลักดันในเรื่องของนวัตกรรมด้านความปลอดภัย สมรรถนะและความยั่งยืนที่จะถ่ายทอดต่อไปยังลูกค้าตัวจริงบนท้องถนน ข้อตกลงนี้ยังรวมไปถึงรายการอื่น ๆ ที่มุ่งหน้าสู่การแข่งขัน MotoGP ซึ่งจะทำให้พีเรลลี่กลายเป็นผู้สนับสนุนยางเพียงรายเดียวให้กับทุกคลาส ไม่ว่าจะเป็นรายการ Finetwork FIM JuniorGP World Championship รายการ Idemitsu Asia Talent Cup รายการ Northern Talent Cup และ Red Bull MotoGP Rookies Cup รวมไปถึง FIM MiniGP World Series ซึ่งเป็นรายการสร้างนักแข่งหน้าใหม่อายุน้อยป้อนสู่รายการระดับสูงสุดอย่าง MotoGP หรือรายการแข่งขันอื่น ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ดีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทยางที่จะใช้ยังไม่เปิดเผย Aldo Nicotera รองประธานอาวุโสและหัวหน้าแผนกมอเตอร์ไซค์และจักรยานของ Pirelli กล่าวว่า “เรายินดีที่ Dorna เลือกเราเป็นซัพพลายเออร์ยาง Moto2 และ Moto3 สำหรับ 3 ฤดูกาลถัดไป นี่จะเป็นการยืนยันถึงพลังของเราในโลกมอเตอร์สปอร์ตที่มากขึ้นและยังเป็นสัญญาณอันชัดเจนของการเห็นคุณค่าในงานที่เราทุ่มเทกับศึก Superbike World Championship มาตลอด 20 ปี และด้วยสัญญาใหม่นี้ เราจะร่วมมือกับอนาคตใหม่ของวงการมอเตอร์ไซค์เพื่อไปสู่การแข่งขันระดับท็อปอย่าง WorldSBK และ MotoGP รวมไปถึงการซื่อสัตย์กับปรัชญาของเราที่เป็นแรงผลักดันเรามาโดยตลอด เราจะยังดำเนินต่อไปด้วยการใช้ยางที่เราขายในท้องตลาดและนักบิดทั่วไปหาซื้อได้” Carlos Ezpeleta ประธานฝ่ายกีฬาจาก Dorna Sports กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อนรับ Pirelli เข้าสู่แพ็ดด็อกในฐานะผู้สนับสนุนยางรายเดียวสำหรับ Moto2 และ Moto3 รายการแข่งขันเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกมอเตอร์สปอร์ต ยังเป็นคลาสผลิตนักแข่งที่แข็งแกร่งและยังเป็นการแข่งขันในระดับสูงทั้งในด้านการกีฬาและคุณค่าทางการตลาด เราดีใจมากที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทาง Pirelli และได้ทำข้อตกลงร่วมกัน การได้ต้อนรับพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ ยังช่วยสร้างสายสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีในอุตสาหกรรมสองล้อด้วย และเราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับพีเรลลี่ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งรวมไปถึงด้านของสมรรถนะ ความเชื่อมโยงกับรถขี่ถนนตลอดไปจนถึงเรื่องของความยั่งยืน” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นจากแดนผู้ดีสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ได้ทำการเปิดตัวโมเดล Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องใหม่พิกัด 400 ซีซีโฉมหล่อสุดเท่รุ่นนี้ เดี๋ยวไปดูกันว่าเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้มีดีเทลอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ  ในด้านการดีไซน์เจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้ ถือว่าถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง Scrambler 900 และ Scrambler 1200 ด้วยพร้อมภาพลักษณ์อันโดดเด่น และคาแรคเตอร์ที่พร้อมลุยในทุกเส้นทาง ยังรวมไปถึงคุณสมบัติของรุ่นนี้ ที่มุ่งเน้นการใช้งานได้จริง ไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย การ์ดแฮนด์ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม พร้อมครอบไฟหน้าออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมพร้อมครอบไฟหน้า การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดกันกระแทกอ่างน้ำมันเครื่อง รวมถึงแฮนด์บาร์ที่กว้างพร้อมการ์ดแฮนด์ ที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้น ทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโรด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจ ในทุกสถานการณ์ขับขี่ ถังน้ำมันถูกออกแบบด้วยเส้นลายกราฟิกอย่างสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อก-ดิจิทัล LCD ท่อไอเสียปลายคู่ยกสูง เพลทโมเดลอลูมิเนียม นอกจากนี้ ตัวถังน้ำมันยังถูกออกแบบลายกราฟิกด้วยแถบสี Scrambler ที่มาพร้อมกับเส้นสามเหลี่ยม โดยมี 3 สีให้เลือก ประกอบด้วยสี Matt Khaki Green/Fusion White, สี Carnival Red/Phantom Black และสี Phantom Black/Silver Ice เสริมด้วยเบาะหนังแบบ 2 ชิ้น สีน้ำตาล และมือจับคนซ้อน พร้อมกันนี้ตัวรถจะใช้เฟรมใหม่ทั้งหมด รวมถึงซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม รวมทั้ง ท่อไอเสียสแตนเลสสองชั้นแบบปลายคู่ยกสูง ในสไตล์รถสแครมเบลอร์มาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ TR-Series บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 สำหรับขุมพลังของสแครมเบลอร์ 400 เอ็กซ์ รุ่นนี้ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Speed 400 ที่ใช้เพลาข้อเหวี่ยง ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับแรงเฉื่อยให้เหมาะสมกับการขับขี่ในความเร็วต่ำ รวมถึงลูกสูบที่ได้รับการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานและยังช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์เป็นแบบหัวฉีด DOHC สูบเดียว 4 วาล์ว 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมกับควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้า กับระบบขับเคลื่อนด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงได้รับรองมาตรฐาน Euro 5 อีกด้วย แน่นด้วยระบบช่วงล่าง..สมชื่อสไตล์รถสแครมเบลอร์แบบผู้ดี สำหรับช่วงล่างของเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้จะแตกต่างกับโมเดลโมเดิร์นคลาสสิกที่เปิดตัวมาพร้อมกัน โดยตัวโช้คจะมีระยะยุบที่มากขึ้น กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.มีระยะยุบที่ 150 มม. และโช้คเดี่ยว ซับแทงค์ด้านหลัง ที่สามารถตั้งค่าพรีโหลดได้มาพร้อมระยะยุบที่เท่ากันคือ 150 มม. ซึ่งตอบโจทย์สายลุยได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบเบรก  จะใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรก 4 พอทแบบเรเดียลเม้าท์ ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 ฟีเจอร์โดดเด่น ทันสมัย  ในด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อส่งมอบสมรรถนะและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ในรุ่นนี้ เปิดตัวด้วยระบบคันเร่งแบบ Ride-by-Wire ระบบควบคุมการลื่นไถล หรือ แทร็กชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel พร้อมจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ช่องชาร์จ USB Type C ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรงบิด ระบบไฟ LED ที่มีมาให้รอบคัน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาจากโรงงานให้อีกด้วยครับ  สี Matt Khaki Green/Fusion White สี Carnival

Pirelli-เตรียมรุก-MotoGP

Pirelli เตรียมรุกรายการ MotoGP ปี 2024 Pirelli เตรียมรุกรายการ MotoGP ปี 2024 เป็นที่แน่นอนแล้ว โดยเป็นผลจากการเจรจาของ Giorgio Barbier  แต่จะยังเป็นแค่ผู้สนับสนุนยางเพียงผู้เดียวสำหรับรายการ Moto2 และ Moto3 ก่อน หลังจากที่ทาง Dunlop หมดสัญญากับทางผู้จัดอย่าง Dorna Sports แล้ว การรุกในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความตั้งใจและเป้าหมายที่จะเป็นสุดยอดยางของทางแบรนด์ยางอิตาลี ในการพยายามที่จะเข้ามามีส่วนในการแข่งขันจักรยานยนต์ในระดับโลกที่มีผู้ชมมากที่สุด โดยจะเป็นการเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนยางรถแข่งในรุ่น Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่ฤดูกาล 2024 หรือฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายตัว P ยาวค่ายนี้ก็เคยสนับสนุนรายการ WorldSBK มาอย่างยาวนาน และหากท่านติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตท่านก็น่าจะรู้ว่าพีเรลลี่ยังสนับสนุนการแข่งขันอย่าง Formula 1 ที่เทคโอเวอร์ต่อมาจากยางญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2011 ทั้งยังสนับสนุนรายการเวิล์ดแรลลี่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการอื่น ๆ ที่รอง ๆ ลงมาไม่น้อยกว่า 30 รายการ ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมไปถึงซัพพอร์ตทีมใหญ่ ๆ ใน MXGP เรียกว่าหลากหลายประเภทจริง ๆ อย่างไรก็ดีการสนับสนุนน่าจะยังจำกัดแค่เพียงรุ่น Moto2 และ Moto3 เท่านั้น เนื่องจากสัญญากับทาง Michelin นั้นยังไม่หมด เพราะยางฝรั่งเศสก็เพิ่งจะได้สิทธิ์ต่อมาจากยางบริดจสโตนเมื่อปี 2016 และดีลกันยาวไปถึงปี 2026 ดังนั้นในปี 2027 เราก็คงจะต้องไปลุ้นกันอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร การเข้ามาสนับสนุนยางในรุ่น Moto3 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2012 เลยทีเดียว ส่วนใน Moto2 จะนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับตั้งแต่มีการเข้ามาสนับสนุนเรื่องเครื่องยนต์ของทาง Triumph นับตั้งแต่ปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นการรุกคืบ แต่ก็เป็นการรุกที่กระทบทั้งวงการมอเตอร์ไซค์เลยทีเดียว การที่ Pirelli ได้ไปซัพพอร์ตรายการแข่งรถโปรโตไทป์นอกเหนือไปจากรถโปรดักชันเท่ากับว่าค่ายยางอิตาลีจะมีข้อมูลและประสบการณ์ที่มากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนายางรุ่นใหม่ ๆ ออกมาได้ดีมากขึ้น และแน่นอนว่าผู้ใช้อย่างเราก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นไปด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก