
การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล

CUB House Let’s Ride Over JAPAN กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต์กับการพาลูกค้า ตะลุยเส้นทางรอบเกาะคิวชูประเทศญี่ปุ่น พร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจ

Suzuki GSX500R 2026 ซูเปอร์สปอร์ตสองสูบด้มีข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ หลังลุยทดสอบขับขี่ไปแล้วที่จีน

Multistrada V2 S 2024 เพิ่มสีใหม่เข้มดุดันได้ใจ เพิ่มสีสันและกราฟิกใหม่กันอีก 1 โมเดล สำหรับรถจากทางค่ายแดง Ducati ที่คราวนี้เป็นโมเดลสำหรับสายเดินทางอย่าง Multistrada V2 S 2024 ซึ่งมาในเฉดสีดำและเทา ตัดด้วยล้อสีแดงตามแบบฉบับของทางค่าย และแน่นอนว่ามาพร้อมกับกราฟิกใหม่โลโก้รุ่นใหญ่ ๆ เด่น ๆ ส่วนดีเทลอื่น ๆ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11 องศา แบบ 2 สูบ 937 ซีซีผ่าน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 113 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 94 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ โดยวางบนเฟรมถัก ช่วงล่างให้มาในระดับที่เรียกว่าเหมาะสม เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 170 ม.ม.และโช้คหลังเดี่ยวจากทาง Sachs ซึ่งมาพร้อมระบบ Ducati Skyhook Suspension EVO หรือโช้คปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ซึ่งมาพร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS ปิดท้ายด้วยล้อและยางจาก Pirelli Scorpion Trail II ขนาด 120/70 ZR19 และ 170/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ และส่วนที่โดดเด่นจากค่ายอื่น ๆ ในกลุ่มแอดแวนเจอร์ทัวริ่งขนาดกลางก็จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีซึ่งให้มาแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไรดิ้งโหมด พาวเวอร์โหมด แทร็คชันคอนโทรล ไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบไฟเบรกกระพริบเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ ระบบครูซคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และที่เป็นกระแสขาดไม่ได้คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้นั่นเอง สุดท้ายนี้โมเดลนี้จำหน่ายในบ้านเราราคาเริ่มต้น 699,000 บาท งานนี้ใครสนใจก็ไปติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายเพื่อจับจองกันได้ครับ เพราะสีใหม่นี้ยังไม่จำหน่ายบ้านเรานะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 1 คนร่วมงานล้นหลาม จบลงไปแล้วกับ SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนามที่ 1 กิจกรรมสนุกสุดมันส์ที่ไบเกอร์และผู้ชมต่างไปร่วมกันจนเรียกได้ว่า ล้นหลาม ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 – 11 มิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมกับปีที่ผ่านมา ในปีนี้จะไม่มีกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบของเรซซิ่งอะคาเดมี่เหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่จะเป็นกิจกรรมแทร็กเดย์แทนในวันเสาร์เช้า ช่วงบ่ายจะมีการควอลิฟายของแต่ละรุ่นเพื่อหาลำดับการออกสตาร์ทบนกริดสำหรับการแข่งขันในช่วงสาย ๆ ของวันอาทิตย์ โดยช่วงเช้าของวันอาทิตย์ยังมีโอกาสให้ซ้อมก่อนที่จะระเบิดศึกการแข่งขันในแบบของแชมป์เปี้ยนชิพ สะสมคะแนนชิงรางวัลใหญ่ประจำปี กิจกรรมในครั้งนี้มีการแข่งขันแยกออกเป็นรุ่นการแข่งขันมากถึง 24 รุ่นด้วยกัน มีตั้งแต่รุ่นเล็ก ๆ อย่างมินิไบค์ 150 ซีซี ไปจนถึงรุ่นใหญ่ ๆ อย่างตัวพันในรุ่นซูเปอร์ไบค์พันซีซี แถมยังมีทั้งรุ่นมือโปร มือสมัครเล่นให้เลือกลงแข่งขันได้ด้วย อีกทั้งยังหลากหลายตั้งแต่รถสปอร์ต เน็กเก็ด สกู๊ตเตอร์ ซูเปอร์โมโต หรือกระทั่งอเมริกันวีทวิน เรียกได้ว่าไม่มีงานไหนจะมีรุ่นการแข่งขันที่มากและหลากหลายขนาดนี้ ทั้งนี้งานสุดมันส์ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากแฟน ๆ ชาวไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความเร็ว เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน มีรถลงสนามเพื่อทำการขับขี่แทร็กเดย์และลงแข่งขันกว่า 400 คัน ตลอดไปจนถึงมีค่ายรถอย่าง Yamaha, Honda และ KTM ให้ความสนใจมาออกงานและเปิดเซสชันพิเศษตลอดไปจนถึงรุ่นการแข่งขันเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแบบเดียวกันกับนักแข่งจริง ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีบูธสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์อีกกว่า 30 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นของแต่ง ของเสริมสมรรถนะ ไปจนถึงไรดิ้งเกียร์ ซึ่งมาจัดโปรโมชันพิเศษสุด ๆ ในงาน พร้อมร่วมสนับสนุนของรางวัลสำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมอีกมากมาย คิดเป็นมูลค่าร่วมกันนับหลายแสนบาทเลยทีเดียว เรียกว่าไม่เพียงแข่งขันกันสนุก ๆ แต่ยังมีของรางวัลติดไม้ติดมือกันไปด้วย แถมยังมีกิจกรรมลักกี้ดรอว์สุ่มแจกของรางวัลมากมายให้กับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกันอีกด้วย ไม่ใช่แจกแต่นักแข่งเท่านั้นนะครับ เพราะงั้นสนามหน้าก็อย่าพลาด ส่วนกิจกรรมในรอบถัดไปจะจัดขึ้นวันที่ 5-6 สิงหาคม 2566 ที่สนามพีระเซอร์กิต เช่นเดิม ใครที่พลาดสนามแรกไปรีบสมัครให้เร็วมีราคาพิเศษ แล้วอย่าลืมเตรียมตัวฟิตรถฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนมาร่วมงานกับเรา รับรองมันส์แน่นอน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Shadow Phantom 2024 หล่อเข้มเต็มสไตล์อเมริกันครูเซอร์ ล่าสุดก็มีการเปิดตัวครูเซอร์ไบค์เครื่องยนต์วีทวินจากค่ายปีกนกไปอีก 1 โมเดล ที่ถึงแม้จะไม่ขายที่ประเทศไทย แต่ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจอีกโมเดลนึงเลยสำหรับเจ้า Honda Shadow Phantom 2024 ที่เปิดตัวและทำตลาดที่ประเทศอเมริกา ที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงสีสันลวดลายภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับปรุงและอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น เริ่มแรกสิ่งที่เปลี่ยนไปเลยก็คือรูปลักษณ์ภายนอกโดยมีการเปลี่ยนแปลงสีสันและลวดลายกราฟิกใหม่ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น มาในรูปแบบของสีแบบทูโทนแทนที่จะเป็นสีเดียวแบบแต่ก่อน มีการปรับครอบโช้คแบบรถปี 50 มาเป็นปลอกยางหุ้มโช้คแบบรถวินเทจปี 60 เผยให้เห็นแกนโช้คสีโครมที่อยู่ด้านบนแทน ยังปรับเปลี่ยนไฟเลี้ยว LED ใหม่ให้มีหน้าเลนส์เป็นสีขาว บังโคลนหน้าตัดสั้นและทำสีเดียวกับสีถังน้ำมัน ขณะที่บังโคลนท้ายมีจุดยึดป้ายทะเบียนแบบใหม่ ท่อไอเสียจากสีโครมก็เปลี่ยนเป็นสีดำ และสุดท้ายคือเปลี่ยนครอบกรองอากาศเป็นดีไซน์ใหม่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ส่งผลต่อสมรรถนะของรถและการขับขี่อีกด้วย อย่างแรกที่สำคัญมาก ๆ คือการเปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกแทนที่ดรัมเบรกหลัง หลังจากที่ใช้มาตั้งแต่โมเดลแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 พร้อม ABS มาให้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ทว่าในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงเดิม โดยเป็นเครื่องวีทวิน 52 องศาระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 745 ซีซี อย่างไรก็ดียังมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยางก็เปลี่ยนมาใช้ยางใหม่ที่ดีขึ้น แต่ยังใช้ล้อซี่ลวดขนาดเดิมคือ 17 นิ้วและ 15 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ในส่วนของเบาะนั่งเองก็เปลี่ยนมาเป็นเบาะนั่งตอนเดียวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันมากขึ้น (สามารถใส่เบาะคนซ้อนเพิ่มได้) มีการปรับตำแหน่งแฮนด์บาร์ใหม่ให้สูงขึ้นและยื่นไปข้างหน้ามากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อท่านั่งโดยรวมที่เป็นไปในแบบที่สบายมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีเทาดีพเพิร์ล และสีส้มเมทัลลิกในสนนราคาที่ 8,399 เหรียญหรือราว ๆ 295,000 บาท (เพิ่ม 300 เหรียญสำหรับ ABS) แต่น่าเสียดายที่โมเดลนี้ไม่ได้จำหน่ายในไทย ซึ่งสาวกครูเซอร์ก็ต้องหันไปพิจารณา Rebel แทน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม สวัสดีแฟน ๆ ซูเปอร์ไบค์ทุกท่าน ในวันนี้ เราก็ได้มีโอกาสมา รีวิว CBR250RR SP 2023 กันในงาน Honda Mini Track 2023 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี กับการขับขี่ทดสอบทั้ง 2 วัน เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าครับว่า โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอะไรบ้าง เดี๋ยวไปชมกัน ก่อนที่จะไปพูดในเรื่องของ Performance นั้น เรามาดูในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color พร้อมลายกราฟิกบนแฟริ่งออกแบบมาใหม่ เพิ่มลูกเล่นเส้นลายให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น อักษรโลโก้แบรนด์ด้านข้างมีการปรับขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนไฟหน้าจะถูกบิวอิ้นเข้าไปในแฟริ่งแยกส่วนกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ คงความหล่อไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย ไล่ขึ้นมาในส่วนแผงคอจะพบกับเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แฮนด์จับโช้ค ประกับฝั่งซ้ายจะมีสวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน ปุ่มสัญญาณแตรรถและปุ่มปรับโหมดการขับขี่ของตัวรถ ส่วนประกับฝั่งขวา มีสวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง เบาะนั่ง 2 ชิ้น ไฟท้าย LED ทรงสปอร์ต ปลายท่อคู่ โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่งให้ตัวรถดูขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องลมด้านข้างเพิ่มความแอโรไดนามิก เบาะผู้ขับขี่ออกแบบ 2 ชิ้น พร้อมเบาะหลังเสริมช่องลม ไฟท้ายแบบ LED แยกกับไฟเลี้ยว ดูลงตัว สวยงาม รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายคู่โดดเด่นในสไตล์รถสปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ควิกชิฟเตอร์ ในด้านเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบเรียง 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปรับจูนเครื่องยนต์มาใหม่เพิ่มแรงม้าจากเดิม 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ควบคู่กับแรงบิดสูงสุดที่ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ เสริมด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง เพิ่มความสมูทในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และแน่นอนยังมาพร้อมกับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดอาการรถกระตุกในขณะเชนเกียร์ลงอีกด้วย อีกทั้งเครื่องยนต์ยังตอบสนองความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า วัดแรงบิดหรือวัดองศาการเปิดคันเร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นโมเดลพิกัด 250 ซีซีที่นำเทคโนโลยีของรถสปอร์ตรุ่นใหญ่มาใช้ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ โช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP โช้คอัพหลังแบบเดี่ยว สามารถตั้งค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ระบบเบรก ABS มั่นใจ เบรกหนึบ ปั๊มเบรก Nissin ทั้งล้อหน้าและหลัง สำหรับระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับจาก Showa พร้อมปรับเปลี่ยนไส้โช้คมาใหม่ ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว สามารถเซ็ทค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ทำงานควบคู่กับสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้า-หลัง มาพร้อมระบบเบรก ABS ประกบจานด้วยปั๊มเบรกจาก Nissin พร้อมล้อแม็กขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน ในด้านเทคโนโลยีของเจ้าซีบีอาร์ รหัส RR รุ่นนี้ นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทั้ง ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ คันเร่งไฟฟ้าและระบบเบรก ABS โมเดลรุ่นนี้ ยังติดหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล Full LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมดทั้ง Comfort, Sport, Sport+ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้แบบเต็มพิกัด สมรรถนะดีที่สุด ในพิกัด 250 ซีซี ส่วนตัวก็ได้มีโอกาสมาลองจับเจ้า CBR250RR SP 2023 นำมารีวิวและทดสอบในสนามแข่ง ที่แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันที่ได้ลองทดสอบขับขี่แล้ว ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ เริ่มจากท่านั่งการขับขี่ โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 176 ซม. พอนั่งคร่อมตัวรถรู้สึกว่ารถไม่ได้สูงมากจนเกินไป สามารถเหยียดขาได้เต็มเท้าได้ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมองว่าผู้ขับขี่ที่มีความสูงประมาณ 165 ซม.ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้ด้วยครับ ระยะแฮนด์ให้มาพอดี ไม่กว้างมาก ท่านั่งขับขี่สไตล์รถสปอร์ต ต่อมาเมื่อลองนั่งขับขี่แล้ว เข่าจะงอประมาณนึง ตำแหน่งที่พักเท้าเยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อย

Tenere 700 World Rally ทัวริ่งสายลุยตัวสุดคันใหม่ของยามาฮ่า เปิดตัว Tenere 700 World Rally ร่างสุดยอดของทัวริ่งสายลุยขนาดกลางจากยามาฮ่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันที่โหดหินที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally ซึ่งนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1979 ที่ยามาฮ่าชนะรายการนี้เป็นครั้งแรก และในปี 1983 ที่โมเดลเทเนเร่ดั้งเดิมได้เริ่มเป็นที่จดจำด้วยการเป็นรถที่มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ แชสซีที่ทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของยามาฮ่าที่เปิดโอกาสให้สาวกได้ผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งทีมแข่งของทางยามาฮ่า ทางซีอีโอยามาฮ่ามอเตอร์ฝรั่งเศส Jean Claude Olivier ต่างก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันน่าทึ่งของ Stephane Peterhansel ตำนานสิงห์ทะเลทราย 6 สมัยและรถแข่งของเขา จึงได้ถือกำเนิดโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องให้แก่ตำนานในครั้งนี้ กลายเป็นโมเดลที่ผสมผสานกันระหว่างสายเลือดรถแข่งในอดีตเข้ากับสมรรถนะในแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ดีไซน์ของเจ้าเวิลด์แรลลี่คันนี้โดดเด่นด้วยสีสันแบบเดียวกับรถแข่งดาการ์ของ Stéphane Peterhansel สังกัดทีมโรงงานยามาฮ่าเมื่อปี 1993 เลย คือมาในสีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสายสีชมพูสะท้อนแสง และลายกราฟิกสีเงิน ส่วนเรื่องของสเปกที่ปรับเปลี่ยนไปก็จะเป็นไปในแนวทางของการขับขี่แบบแรลลี่เต็มระบบ โดยตัวรถจะอัปเกรดมาใช้ถังน้ำมันคู่แบบยึดติดด้านข้างมีขนาด 23 ลิตรเพื่อรองรับการเดินทางไกล โดยมีจุดยึดถังน้ำมันที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำลง เสริมพละกำลังและสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยปลายท่อจาก Akrapovic น้ำหนักเบาพร้อมสุ้มเสียงเร้าใจ ทั้งนี้ยังอัปเกรดระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สเปกสูงขึ้น โช้คด้านหน้าหัวกลับสีดำปรับแต่งได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ โดยจะมีขนาด 43 ม.ม.ระยะยุบ 230 ม.ม. เนหลังเองก็จะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ทำงานร่วมกับกระเดื่องให้ระยะยุบ 220 ม.ม. นอกจากนี้ยังให้กันสะบัดจาก Ohlins ปรับความหนืดได้ 18 ระดับติดรถมาเลย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับ ก็จะมีเบาะนั่งราบแบบ 2 ชิ้นพร้อมโลโก้ประจำรุ่น ซึ่งเบาะราบจะช่วยให้เปลี่ยนท่วงท่าขับขี่ได้ง่าย หรือจะถอดชิ้นหลังเพื่อขนสัมภาระก็สะดวก สุดท้ายเป็นเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พิเศษมาก ๆ ของตัวนี้คือระบบเบรก ABS ที่ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด โหมด 1 จะทำงานเต็มระบบ โหมด 2 จะทำงานที่ล้อหน้า ปิดล้อหลัง ส่วนโหมด 3 จะปิดทั้งสองล้อเพื่อการขับขี่แบบลุย ๆ เต็มพิกัด งานนี้สายลุยที่ชอบเดินทางไกลเก็บเงินรอกันได้เลย ราคาแพงกว่าตัวทั่วไปอยู่พอสมควรแน่นอน แต่ต้องแย่งชิงกันหน่อยนะคาดว่าจะมีเข้าไทยไม่มากนักแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4CR คาเฟ่เรซเซอร์ตัวแรงจากอังกฤษ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 นอร์ตันมอเตอร์ไซเคิลเคยเผยโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์ที่มีชื่อว่า Norton V4CR มาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันดังกล่าวได้เข้าสู่ไลน์การผลิตจริงเรียบร้อยแล้ว แถมคันจริงก็แทบจะไม่ต่างจากรถคอนเซ็ปต์คันนั้นเลย จนเรียกได้ว่าคุณต้องจ้องสังเกตหาจุดต่างเหมือนเล่นเกมจับผิดภาพกันเลยทีเดียว สำหรับเจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันนี้แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นคาเฟ่เรซเซอร์แต่ดีไซน์ที่เห็นกลับออกมาในสไตล์ของโมเดิร์นคลาสสิกซะมากกว่า เพราะมันไม่ได้มีโม่งมาให้ แต่มีลักษณะของไฟ LED ทรงกลมแบบคลาสสิกและชิลด์ขนาดเล็กด้านบน มีความดุดันจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ พาร์ทสีดำ ช่องแรมแอร์ที่โผล่มาด้านข้าง และตัวรถที่เผยให้เฟรมอย่างชัดเจน แต่มีความสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คกับท่านั่งแบบต้องก้ม เบาะนั่งคนเดียวและท้ายสั้นตูดมด มาว่ากันเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง แน่นอนว่าหัวใจหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์มาจากโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายนั่นเอง โดยจะเป็นแบบ 4 สูบวี 72 องศา ขนาด 1200 ซีซี ที่รีดแรงม้าออกมาได้ 185 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ถ่ายถอดสู่ล้อหลังด้วยเกียร์ 6 สปีด สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า และอาศัยแหล่งพลังงานจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตร ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถใช้แชสซีอลูมิเนียมท่อกลมเชื่อมด้วยมือและปัดเงา มีระบบกันสะเทือนหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins TTXGP ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ตัวรถยังมีกันสะบัดจากทาง Ohlins มาให้ด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอน BST หรือจะเลือกล้อฟอร์จอลูมิเนียม OZ Racing ก็ได้ โดยจะมียางขนาด 120/70-17 และ 200/55-17 หน้าหลังตามลำดับ มาต่อกันที่เทคโนโลยีที่ในตัวรถกันบ้าง ด้านหน้าตัวรถมีหน้าจอสีขนาด 6 นิ้วปรับความสว่างอัตโนมัติ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Wet, Road และ Sport มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมระบบออโต้บลิปเปอร์ ระบบแทร็คชันคอนโทรลร่วมกับระบบ IMU ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ปิดท้ายด้วยระบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายอย่างระบบกุญแจคีย์เลส สุดท้ายเรื่องของราคาจำหน่ายซึ่งก็จะมีราคาป้ายห้อยอยู่ที่ 41,999 ปอนด์หรือราว ๆ 1.86 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ด้วยวัสดุราคาแพงที่มีอยู่ในรถมากมายนั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมมันส์ ๆ ที่ทาง Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนามที่ 1 ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เองก็ได้มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมงานนี้กันอย่างคับคั่ง ในงานทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ได้ทำการจัดพิทไว้รองรับลูกค้ามากถึง 4 พิทด้วยกัน พร้อมกันนี้ยังมีทีมงานที่จะมาคอยให้คำแนะนำเรื่องการขับขี่ตลอดไปจนถึงเรื่องของการเซ็ตติ้งรถให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ยังเปิดรอบการแข่งขันพิเศษในชื่อรุ่นว่า Honda Cup เพื่อให้สาวกฮอนด้าได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ในสนาม สวมจิตวิญญาณนักแข่ง ได้ลองไปซิ่งกันแบบถึงอกถึงใจแบบเดียวกันกับนักแข่งเลยก็ว่าได้ งานนี้ก็ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย แฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมสนามที่ 2 อย่างมี ติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อัพเดทใหม่เร้าใจกว่าเดิม Malaguti Madison150 2023 สปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี 4 สีพิเศษ MALAGUTI (มาลากูติ) แบรนด์รถตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลี อัพเกรดใหม่ กับ 4 สีสันสุดพิเศษ ของ New MADISON 150 ปี 2023 เพิ่มความเร้าใจในดีไซน์สุดสปอร์ต พร้อมสะท้อนความพรีเมียมเคล้าอารมณ์ สมกับเป็นรถจากเมืองต้นกำเนิดซูเปอร์คาร์ระดับโลก! เปิดตัวแล้วกับ New MADISON 150 (2023) อัพเกรดมาใหม่ ในคอนเซปต์ “THE NEW SPIRIT” กับ 4 เฉดสีใหม่ ที่จะมาตอกย้ำความเป็นรถสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมียมในดีไซน์สปอร์ตสุดเร้าใจ ได้แก่… NERO BLACK METALLIC สีดำแบบกึ่งเงากึ่งด้าน พร้อมความพิเศษด้วยประกายสีแดงที่สะท้อนตัวตนบนความสปอร์ตแบบดุดัน ARGENTO SILVER PRO สีเทาซิลเวอร์ ให้อารมณ์หรูหรา พรีเมียมเหนือระดับ OLIVE GREEN METAL สีเขียวโอลีฟ หรือสีเขียวมะกอก สายพันธุ์อิตาลี ที่สะท้อน DNA อิตาเลียนในตัวตน WHITE PEARLESCENT สีขาวแบบพิเศษ ด้วยเม็ดสีที่ให้ประกายเหลือบมุก ที่ให้ความโดดเด่นและสะดุดตาในทุกมุมมอง ผสานกับการออกแบบที่ให้ความโฉบเฉี่ยวของเส้นสายงานดีไซน์บนตัวรถ ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ มาไว้ใน New MADISON 150 คันนี้ได้อย่างลงตัว และยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่สมูท สไตล์อิตาเลียน พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว เทคโนโลยีหัวฉีด (Bosch EFI) พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยนํ้า (Liquid cool) กับ โดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้าย ในมิติล้ำสมัย เทคโนโลยี FULL LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD DISPLAY DYNAMIC MOTION ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่มบิดสตาร์ท พร้อมความพรีเมียมที่มาในดีไซน์ของรีโมทกุญแจ กับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว เสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS ถังน้ำมันขนาดใหญ่ จุได้ถึง 10 ลิตร ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์สื่อสาร ปัจจุบันแบรนด์ยังคงขยายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย เรียกได้ว่าการมาของ MALAGUTI กับการเดินตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ทำการบ้านมาดีทีเดียว ที่สำคัญ แม้จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราได้ไม่นาน แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดี ของรถรุ่น MADISON 150 ก็ส่งให้ แบรนด์ MALAGUTI มีตัวเลขยอดจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย ขึ้นมาติดอันดับ TOP10 ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว มาวันนี้จึงถือเป็นโอกาสดี ที่มีโฉมใหม่ของ New MADISON 150 (2023) กับ 4 สีสันใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในตลาด เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ ในโฉมใหม่นี้ ยังคงมาในราคาเดิม ที่ 79,800 บาท เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งรุ่นในตระกูลรถมอเตอร์ไซค์จากอิตาลีที่มีราคาค่าตัวสามารถจับต้องได้ และมีความน่าสนใจจนเป็นที่น่าจับตามอง ด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร บนท้องถนน สำหรับใครที่สนใจสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียม สัญชาติอิตาเลียน อย่าง New MADISON 150 ก็สามารถชมตัวจริงหรือทดลองขับขี่ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย MALAGUTI ทั่วประเทศ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.malaguti.bike/th https://www.facebook.com/malaguti.bikes

Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday ที่พีระ ล่าสุดทาง Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 สนามแรกที่พีระเซอร์กิต จ.พัทยา โดยในงานนี้ทางยามาฮ่านั้นได้เปิดพิทไว้สำหรับรับรองลูกค้ามากถึง 4 พิท พร้อมกันนี้ยังได้นำชุดเรซซิ่งสูทมาให้บริการลูกค้าที่ไม่มีชุดสำหรับขับขี่ในสนามได้มีโอกาสได้เปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ หรือการขับขี่ในสนามในแบบเดียวกับนักแข่งอีกด้วย ที่สำคัญคือมีทีมช่างผู้มากประสบการณ์มาช่วยเซ็ตอัปรถให้สามารถขับขี่ในสนามได้อย่างปลอดภัยและมีสมรรถนะที่เหมาะสมมากขึ้นอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอลูกค้าหรือสาวกของยามาฮ่ายังสามารถที่จะร่วมขับขี่ทั้งในวันเสาร์ที่เป็นวันสำหรับขับขี่แทร็กเดย์หรือจะเป็นในวันอาทิตย์ที่เป็นวันสำหรับแข่งขันซึ่งทางยามาฮ่าเองก็มีรุ่นแข่งขันสำหรับให้นักบิดค่ายส้อมเสียงผู้มีใจรักการซิ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ รุ่น R6 Trophy หรือจะเป็นรุ่น Big Scooter Open A และ Open B รวมไปถึงรุ่นยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ โทรฟี่ ที่เปิดโอกาสให้นักบิดทั้งสายซูเปอร์สปอร์ต สายเน็กเก็ตหรือสายสกู๊ตเตอร์ได้ขับขี่กันในสนามแบบเดียวกันกับนักแข่ง โดยการขับขี่แบบเดียวกันกับนักแข่งก็คือการขับขี่ที่มีทั้งรอบของการควอลิฟาย การออกสตาร์ทจากกริดโดยที่ตาต้องไม่ละไปจากสัญญาณไฟ เมื่อไฟดับลงก็ออกไปซิ่งทำเวลาและสะสมคะแนน โดยมีรางวัลรออยู่มากมายทั้งถ้วยรางวัลสวย ๆ และของรางวัลรวมกันหลายแสนบาทกันเลยทีเดียว ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ กิจกรรมนึงเลยที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดให้กับลูกค้าที่ใช้รถยามาฮ่า ซึ่งสนามที่ 2 ของกิจกรรม SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 ก็จะไปจัดกันต่อที่สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม งานนี้ใครเป็นสาวกเลือดสีน้ำเงินก็ลองติดต่อไปทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับแล้วบอกอยากร่วมกิจกรรมนี้ รับรองว่าได้รับการบริการเป็นอย่างดีแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M1000XR ต้นแบบรถทัวร์ซิ่งเผยโฉมแล้ว มากันอย่างต่อเนื่องสำหรับมอเตอร์ไบค์รหัส M จากทางค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งล่าสุดเป็นคิวของ BMW M1000XR สปอร์ตทัวริ่งตัวแรงการันตีด้วยรหัส M ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่ารหัสนี้มันเป็นตัวแรงของทางค่ายรถเยอรมันค่ายนี้ ซึ่งก็นับเป็นมอเตอร์ไซค์คันที่ 3 แล้วที่ใช้รหัสแรงรหัสนี้ ต่อเนื่องมาจาก M1000RR และ M1000R นั่นเอง สำหรับการเผยโฉมครั้งนี้จะยังไม่ใช่โมเดลสำหรับขาย แต่เป็นการเผยโฉมให้เห็นรถต้นแบบของโมเดลสปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ที่เหมาะกับการขับขี่ทางไกล ทางหลวง นอกเมือง ออกทริปเดินทาง หรือจะเอามาหวดในสนามก็ยังไหว เพราะมันมีสมรรถนะแบบสปอร์ตด้วยเช่นกัน ซึ่งโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์จากเจ้า S1000RR สปอร์ตไบค์ของทางค่ายที่มาพร้อมเทคโนโลยี ShiftCam หรือเทคโนโลยีวาล์วแปรผันนั่นเอง โดยระบุแรงม้ามาที่ 200 แรงม้า ส่วนน้ำหนักรถแบบรวมของเหลวและน้ำมันเต็มถัง 223 กก. ซึ่งถือว่าเบาเลยทีเดียวสำหรับรถในสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ยังมีช่วงล่างที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่มาช่วยขับเน้นสมรรถนะให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น โดยทางค่ายยังเคลมท็อปสปีดทางค่ายอย่างเคลมมาว่าอยู่ที่ราว ๆ 280 กม./ชม.เลยทีเดียว นอกจากนี้เจ้า M XR คันนี้ก็จะยังมีวิงก์เล็ตที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้มากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ด้วยความเร็วสูง ด้วยการสร้างแรงกดที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ รักษาการยึดเกาะที่ล้อหน้าไว้ได้มากขึ้น จึงช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรก M Brake ที่ได้ปั๊มเบรกบนและคาลิเปอร์เบรกมาเป็นเรเดียลเมาท์ช่วยให้ได้สมรรถนะการเบรกที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีคันที่เราเห็นนี้ยังเป็นโปรโตไทป์ แต่ก็เป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับขายจริงแล้ว ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอนาคตอีกครั้งครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิด 15

GPX Drone Electric ต้นแบบเพื่อการยกระดับยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับค่ายจีพีเอ็กซ์ ถือเป็นอีกแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนจับตามอง เพราะครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในไทย ติดอันดับ TOP5 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แถมยังมีการพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศมากมาย และล่าสุดก็ได้มีโมเดลต้นแบบอย่าง GPX Drone Electric ที่ผลงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนมาให้เราได้เห็นกันแล้ว วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงความเคลื่อนไหวของทางค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ทฟอร์มแพ็คแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และ หน่วยงานภาคเอกชน รวมกว่า 9 หน่วยงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์แพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับใช้งานในประเทศไทย ปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การใช้งานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังงานสะอาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ ณ ขณะนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไปยังคงเป็นระบบชาร์จที่บ้าน หรือชาร์จที่สถานี ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการชาร์จต่อครั้ง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสู่การชาร์จที่อยู่ในระบบสถานี ซึ่งหากแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ก็สามารถเข้าไปสู่สถานีชาร์จได้ และสามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างทันที โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่เสียเวลา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงมีความหลากหลาย แต่ละยี่ห้อก็มีการใช้แบตเตอรี่ในรูปแบบของตนเอง หรือมีความแตกต่างกันออกไป โครงการนี้จึงเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาแพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แบตเตอรี่ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่างยี่ห้อในประเทศไทย สามารถสับเปลี่ยน ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ ทั้งนี้ทางจีพีเอ็กซ์ได้เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ โดยนำเอารถต้นแบบรุ่นเรือธงของค่าย อย่าง DRONE มาพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ในรหัส DRONE Electric เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของโครงการในครั้งนี้ ด้วยการร่วมออกแบบจุดวางแบตเตอรี่ และพัฒนาส่วนต่าง ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขับขี่และการใช้งานจริงสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสถานีแล้ว และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์สูงสุดจะตกไปอยู่กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะแฟน ๆ ของทางค่าย GPX ที่ได้เห็นผลงานรถต้นแบบคันนี้ เพราะด้วยดีไซน์ตัวรถที่ล้ำสมัยของโมเดลนี้ จนใครหลายๆคน บอกว่าอยากให้นำไปทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และถึงแม้จะยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น แต่เชื่อเหลือเกินว่าพัฒนามาขนาดนี้แล้ว อนาคตต้องได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากค่าย GPX อย่างแน่นอน แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือไม่ และจะเปิดจำหน่ายเมื่อไหร่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ติดตามข่าวสารจากค่าย GPX เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://gpxthailand.com https://www.facebook.com/gpxthailandofficial อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก