SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2026 Ducati DesertX V2

Ducati DesertX V2 ปี 2026 มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 890cc และน้ำหนักที่เบาลงกว่ารุ่นเดิมเกือบ 10 กิโลกรัม เช็กสเปกและกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่นี่

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
X440 Harley-Davidson

X440 Harley-Davidson เชื้อสายอินเดียเผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่เป็นแฟน ๆ SuperBikeMag.com มาก็น่าจะได้เห็นข่าว Harley-Davidson X350 และ X500 ที่ผลิตในจีนกันไปแล้ว มาคราวนี้เป็นการเผยโฉมหน้าของเจ้า X440 ซึ่งครั้งนี้ทางค่ายรถจากลุงแซมไปพัฒนาและให้ยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง Hero ผลิตให้ เพื่อให้ฮาร์ลีย์เดวิดสันสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักบิดอายุน้อย สำหรับโมเดลนี้ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้หนีไปจากเจ้า X350 และ X500 มากนัก โดยมาในสไตล์ใกล้เคียงกัน โดยจะมาในรูปแบบของโร้ดสเตอร์ที่มีสไตล์แบบย้อนยุค และน่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 440 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแรงม้าที่ราว ๆ 38 ตัวและแรงบิดที่ 30 นิวตันเมตร ซึ่งข้อมูลรายละเอียดตัวสเปกของรถยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลดาวน์ทูบ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามีโช้คหน้าแบบหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ABS เต็มระบบ โดยล้อน่าจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 และ 17 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ เทคโนโลยีในตัวรถก็จะมีระบบไฟ LED เต็มระบบและอาจจะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น สุดท้ายนี้ทางค่ายรถอเมริกันนี้จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งก็คงต้องติดตามรายละเอียดอย่างเป็นทางการกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC RPHA11 PRO Miles Morales

HJC RPHA11 PRO Miles Morales ลายใหม่ เอาใจสาวกสไปดี้ เปิดตัวลายกราฟิกใหม่เอาใจสาวก Marvel และสไปเดอร์แมนกันอีกแล้วสำหรับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC RPHA11 PRO Miles Morales ที่เปิดตัวมาใหม่รับกับหนังใหม่อย่าง “Spider-Man: Across the Spider-Verse” นั่นเอง หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักหมวกกันน็อกแบรนด์นี้เป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าแบรนด์นี้เป็นหมวกสัญชาติเกาหลี และก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกที่มีมาตรฐานและได้รับความนิยมเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกแบรนด์นึง และแนวทางของการออกแบบลายกราฟิกของหมวกค่ายนี้ก็น่าจะถูกใจวัยรุ่นหรือรุ่นใหญ่หัวใจเป็นเด็กไม่น้อยหลังจากที่ทยอยออกหมวกลายกราฟิกที่มาจากหนังหรือการ์ตูนเรื่องดังหลายเรื่อง มาโดยตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งลวดลายกราฟิกแบบอื่น ๆ หรือการพัฒนาในเรื่องคุณภาพไป ล่าสุดกับลวดลาย Miles Morales กับสไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของเด็กหนุ่มผิวสีที่น่าจะถูกใจสาวกสไปดี้ไม่น้อย มาพร้อมกับแพ็ทเทิร์นตาข่ายใยแมงมุมสีแดงบนลายตารางหกเหลี่ยมสีดำพร้อมดวงตาขนาดใหญ่ตามแบบของสไปเดอร์แมนบริเวณช่องลมด้านบน ทั้งยังมีโลโก้แมงมุมตามแบบสไปเดอร์แมนที่ด้านหลัง และมีโลโก้ RPHA ของตระกูลหมวกรุ่นนี้ไว้ที่ด้านข้างของตัวหมวก ซึ่งถือว่าลงตัวดีทีเดียว มาถึงเรื่องของสเปกตัวหมวกกันบ้าง ๆ เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะพอรู้แล้วว่านี่คือหมวกเต็มใบสำหรับสายสปอร์ตระดับท็อปของทางค่ายที่สามารถใช้ใส่ขับขี่ในสนามแข่งได้สบาย ๆ ตัวหมวกทำด้วยวัสดุไฟเบอร์หลายชนิด PIM Plus ซึ่งซับแรงกระแทกได้ดี รูปทรงหมวกยังมีการออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก ออกแบบช่องลมต่าง ๆ ให้ช่วยระบายอากาศได้ดี ขณะที่ด้านในเองก็มีซับในหมวกที่มาพร้อมเทคโนโลยี MultiCool ที่ไม่เพียงแต่ใส่แล้วดูดซับเหงื่อได้ดีขณะเดียวกันก็แห้งไว ช่วยลดการเกิดและเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่จะเกิดขึ้นเวลาอับชื้น ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ อีกทั้งยังนำไปซักได้ และสำหรับชิลด์หมวกเองก็มีนวัตกรรมเฉพาะชื่อว่า RapidFire II ที่ช่วยให้สามารถถอดชิลด์ออกมาทำความสะอาดหรือเปลี่ยนได้ง่ายและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังมีพินล็อกกันฝ้ารุ่น Max Vision มาให้อีกด้วย งานนี้ใครชื่นชอบก็เก็บเงินรอกันได้เลย ตัวแทนจำหน่ายในไทยนำเข้ามาจำหน่ายกันอย่างแน่นอนครับ แต่ราคาก็อาจจะแรงนิดหน่อย แต่เรื่องคุณภาพบอกเลยว่าปลอดภัยได้มาตรฐานอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XO Papio Trail

XO Papio Trail จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยจากค่ายมังกรฟ้า เรียกว่าดีไซน์ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรสำหรับค่ายมังกรฟ้า CFMoto ค่ายรถสัญชาติจีน ที่ก็มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราด้วย แต่ก็เงียบหายไปนานเลย แต่เรื่องของบ้านเราเอาไว้ทีหลัง เรามาติดตามข่าวล่าสุดกันก่อน ซึ่งไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยในชื่อว่า XO Papio Trail สแครมเบลอร์ร่างจิ๋วที่มีต้นแบบเดิมเป็นรถในชื่อเดียวกันแค่ตัดคำว่าเทรลต่อท้ายออกเท่านั้น   โดยตัวรถจะมาในสไตล์ของสแครมเบลอร์ผสมผสานเข้ากันกับเรโทรในทุก ๆ รายละเอียด ให้สมกับเป็นมินิสแครมเบลอร์ แถมยังโดดเด่นไม่เหมือนใครโดยเฉพาะในของปลายท่อไอเสียปลายเดี่ยวที่ยกสูงขึ้นไปอยู่ใต้เบาะแบบแนบเนียน ทว่ายังมีส่วนอื่น ๆ ที่เตะตาไม่แพ้กัน เช่น ไฟหน้าทรงกลมคู่พร้อมดีไซน์ด้านในแบบไม่สมมาตร ไฟท้าย LED ทรงกลมที่มีตะแกรงคาดดูลุย ๆ เท่ไปอีกแบบ ถือว่าดีไซน์มาได้หล่อดีทีเดียว ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์นั้นตัวรถจะมาพร้อมขุมพลังแบบสูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 9.39 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 8.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. โดยมีถังน้ำมันขนาดความจุ 7 ลิตรเป็นแหล่งพลังงาน ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและกระเดื่องทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ส่วนล้อจะเป็นล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางแบบกึ่งพร้อมขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ส่วนเรื่องการจำหน่ายยังไม่มีการระบุราคา แต่ราคาน่าจะไม่แรงมากแน่นอนเนื่องจากเป็นรถในพิกัดเริ่มต้นและไม่ได้มีอ็อปชันอะไรมาก ทว่าบ้านเรานั้นอาจจะไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XDV300

XDV300 สกู๊ตเตอร์สายลุยจาก Lexmoto Lexmoto ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนแต่ทำตลาดที่อังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการทำสองล้อสำหรับนักบิดมือใหม่ และครั้งนี้ทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ในแบบลุย ๆ หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซีขึ้นมาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า XDV300 ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์กระแสใหม่ที่ทางค่ายปีกนกได้สร้างขึ้นมา เทรนด์ใหม่อย่างแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นแสดงให้เห็นว่าสกู๊ตเตอร์นั้นไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และไปได้มากกว่าถนนดี ๆ หรือทางดำ มันยิ่งสร้างความน่าสนใจให้กับนักบิดหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้ไม่เพียงแต่ดูโฉบเฉี่ยว ยังดูบึกบึน ขณะเดียวกันก็ดูคุ้น ๆ ตาชอบกล (ฮา) อย่างไรก็ตามมันก็ดูเข้าท่าเข้าที่แถมยังมีฟังก์ชันที่โดดเด่นเหมาะกับเมืองหนาวหรือเวลาที่อากาศเย็น ๆ อย่างระบบอุ่นมืออีกด้วย   และเพื่อเพิ่มความสบายของผู้ขับขี่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวรถจะมาพร้อมชิลด์หน้าแบบปรับระดับได้ ทำให้สามารถปรับการโฟลว์และการป้องกันของลมจากด้านหน้าได้ตามความต้องการ ระบบไฟส่องสว่างของตัวรถเป็น LED เต็มระบบช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดีและทำให้รถดูดีพรีเมียมยิ่งขึ้น และยังจะมาพร้อมกับเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย ส่วนในเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง เจ้าคันนี้มาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 25.5 แรงม้าที่ 8,250 รอบ เคลมท็อปสปีดมาที่ 128 กม./ชม. ขณะที่ในเรื่องของช่วงล่างจะได้ระบบกันสะเทือนทั้งระบบมาจาก KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยจะมาพร้อมกับยางแบบออลเทอร์เรนขนาด 110/70 และ 130/70 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ช่ องเก็บของหลากหลายที่ ไม่เพียงแต่ช่องเก็บของใต้เบาะหรือว่าที่ด้านหน้าคอนโซล ตัวรถยังมีกล่องข้างและกล่องท้ายมาให้ด้วย ทำให้เจ้าคันนี้เหมาะแก่การขับขี่ทางไกลออกทริปแบบหลาย ๆ วันอีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นค่าตัวในอังกฤษเริ่มต้นที่ 4,699 ปอนด์หรือราว ๆ 200,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับฟีเจอร์ของรถที่ให้มาเลย แต่ถ้ามาไทยราคาแบบนี้เกรงว่าจะขายยากไป อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM EXC 2024

KTM EXC 2024 อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ทั้ง 2 และ 4 จังหวะ หลังจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ โดยเฉพาะซูเปอร์โมโตมาอย่างต่อเนื่อง มาคราวนี้ก็ถึงคิวของเอ็นดูโร่ไบค์กันบ้าง หรือก็คือ KTM EXC 2024 นั่นเอง โดยคราวนี้อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ไม่เว้นว่าจะ 2 จังหวะหรือ 4 จังหวะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ กว่า 95% เลยทีเดียว ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันนานกว่า 3 ทศวรรษและแชมป์โลกเอ็นดูโร่กว่า 126 ถ้วยในชั้นวางโทรฟี่ ทำให้เคทีเอ็มถือเป็นเบอร์ต้น ๆ เวลาจะต้องลุยศึกหฤโหด และสำหรับโมเดลใหม่นี้ทางค่ายก็ยังไม่หยุดพัฒนา ทำการยกระดับสมรรถนะ การพัฒนาและนวัตกรรมของรถเอ็นดูโรของตัวเองให้ทันสมัยถึงที่สุด ด้านนอกมีชิ้นส่วนชุดสีใหม่ที่พัฒนาโดยข้อมูลจากนักแข่งทีม Red Bull KTM Factory เพื่อให้ผู้ขับขี่หนีบเข่าควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะเวลายืนขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้าจะมีบังโคลนหน้าใหม่ที่ออกแบบมามีฟินเพื่อสลัดดินและโคลนไม่ให้มาโดนตัวผู้ขับขี่หรือว่าหม้อน้ำ ยังมีถังน้ำมันโพลีธีนแบบใสขนาด 8.3 ลิตรสำหรับตัว 4 จังหวะ และ 8.9 ลิตรสำหรับ 2 จังหวะ เพื่อให้เช็คระดับน้ำมันได้สะดวก ทว่าคีย์หลักเลยคือการใช้เฟรมใหม่ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการไฮดรอฟอร์ม เลเซอร์คัทและใช้หุ่นยนต์เชื่อม ทำให้ได้เฟรมที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับรถ เพื่อให้ตอบสนองฟีลลิ่งการขับขี่ ดูดซับแรงกระแทก และรักษาไลน์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีซับเฟรม 2 ชิ้นที่ออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการเลือกใช้อลูมิเนียมเสริมแรงผสมกับโพลีเอไมด์ และยังใช้เป็นที่ติดตั้งชิ้นส่วนเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยควบคุมการขับขี่แบบออฟโร้ด Offroad Control Unit หรือ OCU ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสและป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งไอ้ตัว OCU ที่อยู่ใต้เบาะนี้มาแทนที่การใช้ฟิวส์และรีเลย์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากมีการเสียหายของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมีไฟ LED แจ้งเตือนเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวคือระบบปกติ นั่นทำให้ง่ายต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น จุดต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ WP XACT ขนาด 48 ม.ม.ที่มาพร้อมวาล์วกลางลูกสูบตัวใหม่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำมันในกระบอกโช้ค ส่วนด้านหลังจะใช้โช้ค WP XPLOR PDS ที่มีการปรับปรุงมาใหม่อีกด้วย ซึ่งโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะสามารถปรับแต่งคอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ด้วยมือเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และก็สามารถปรับเซ็ตพรีโหลดโช้คหลังได้ง่ายอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ โมเดล 2 จังหวะ มาถึงเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง สำหรับโมเดล 2 จังหวะมีการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังที่สมู้ทสุด ๆ เกือบเท่ากับระบบคาร์บูเรเตอร์ แต่ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์เมื่อขับขี่ที่ระดับความสูงน้ำทะเลต่าง ๆ กัน ยังมีการดีไซน์เคสรีดวาล์วใหม่เพื่อป้องกันการจ่ายน้ำมันเกินเวลาขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ได้คือสามารถติดตั้งตัวควบคุมไอเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ช่วยให้รถมีเอ็นจิ้นแม็ปสองชุดที่แตกต่างกันโดยสามารถเลือกได้เมื่อติดตั้งออปชันเสริม สำหรับโมเดล 2 จังหวะจะได้แก่ 150 EXC, 250 EXC และ 300 EXC โมเดล 4 จังหวะ สำหรับตัว 4 จังหวะนั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้คว้าชัยในการแข่งขัน ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อให้ได้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และพลังแรงม้าที่ดุดันที่รอบสูง ๆ ขึ้นไป ตัวรถยังมีการวางเครื่องเอียงกลับหลังไป 2 องศาและปรับตำแหน่งของสเตอร์หน้าให้ต่ำลงมาอีก 3 ม.ม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เบาลงก็จะยิ่งทำให้การยึดเกาะดีขึ้นเมื่อไต่เนินชัน ๆ รวมถึงสามารถออกจากโค้งเวลาขับขี่สเตจแบบเอ็นดูโรได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัว 4 จังหวะยังสามารถติดตั้งแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับควิกชิฟเตอร์ก็สามารถติดตั้งได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถเอ็นดูโร่ สำหรับโมเดล 4 จังหวะจะได้แก่ 250 EXC-F, 350 EXC-F, 450 EXC-F และ 500 EXC-F งานนี้ใครชอบเอ็นดูโร่ไบค์ล่ะก็บอกเลยตอนนี้ถือว่าเฟี้ยวมาก ๆ เพราะนี่คือการยกระดับรถในสไตล์นี้อย่างแท้จริง แต่ราคาก็น่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่ น่าสนใจเลยทีเดียว กับโมเดลสกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Alpha Volantis รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Alpha Volantis HORIZON 150 มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่สุดพิเศษ มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ไม่ทิ้งลายโมเดลรุ่นพี่อย่าง Horizon 300 ทั้งรูปร่าง การดีไซน์ที่ให้ความพรีเมียม หรูหรา รวม ๆ แล้ว สวยทั้งพี่ ดีทั้งน้อง รักทั้งสองเลยครับ  สำหรับความพิเศษในโมลนี้ คงจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนรูปร่างการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับคอนเซ็ปต์ความพรีเมียม หรูหรา ด้วยชุดแต่งโครเมียมรอบคัน วาดส่วนเส้นลายและส่วนเว้าโค้งได้อย่างลงตัว บวกกับระบบไฟทรงโตโมเดิร์นตามฉบับ Horizon ผสมกับเพลทอลูมิเนียมประทับตราโลโก้เรียบ ๆ ให้ดูมีระดับขึ้นไปอีกแบบ  ในด้านขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 4 วาล์วขนาด 149 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ เคลมกำลังแรงม้ามาให้ที่ 10.1 แรงม้าที่ 8,400 รอบ พร้อมแรงบิด 8.5 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ อีกทั้งยังการันตีความเร็ว Top Speed ที่ 110 กม./ชม. และนอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งใช้งาน เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย และแน่นอนยังมาพร้อมกับความประหยัด กับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 3.16 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือ 31.64 กม.ต่อน้ำมัน 1 ลิตรนั่นเอง ซึ่งถ้าลองคำนวณแล้ว กับความจุถังน้ำมันของรุ่นนี้ มาให้ขนาด 6.8 ลิตร สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 215 กม.เลยทีเดียว  มาต่อที่ระบบช่วงล่าง ที่พร้อมซับแรงกระแทกด้วยโช้คคู่ เทเลสโคปิกด้านหน้า และ โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ ปรับได้ 5 ระดับ พร้อมคอนโทรลการหยุดด้วยระบบเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม.และ 200 มม.ตามลำดับ อีกทั้งยังมีระบบ SBS หรือ Share Brake System ที่เข้ามาช่วยกระจายแรงเบรกและเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ประกบจานเบรกด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยหน้า-หลังขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์ 10 ก้าน รัดแน่นด้วยยางหน้า-หลังขนาด 110/70 และ 120/70  สำหรับเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ในรุ่นนี้ เริ่มจากระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ที่ชาร์จไฟอเนกประสงค์ USB 2 ช่อง ใช้กันให้แบบจุก ๆ ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมบรรจุสัมภาระสำหรับเดินทาง มาตรวัดความเร็วดิจิทัล 2 สไตล์ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน ชุดตะแกรงระบายความร้อนด้านข้างพร้อมโลโก้สามมิติสวย ๆ อีกทั้งยังมี Ubox ใต้เบาะใส่หมวกกันน็อกได้เต็มใบ ซึ่งถือว่ามีให้จบ ครบให้พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า สำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 150 คอลเลคชันใหม่ มีให้จำหน่ายถึง 4 สีได้แก่ สีฟ้า Vivid Blue สีแดง Deeply Red สีขาว Crystal White และสีดำ Deep Space Black กับราคาเปิดตัวที่ 72,900 บาท  พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษต้อนรับหน้าฝน โดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,9XX บาท/เดือน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 – ฟรี Voucher ส่วนลด มูลค่า 2,400 บาท – ฟรี ประกันภัยรถหาย 1 ปี – ฟรี ค่าจดทะเบียน และ พรบ. *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด *เงื่อนไขเป็นไปตามสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ หากใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ รถสวย ๆ ทรวดทรงแบบนี้ อีกทั้งความเร็ว ช่วงล่าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้

KTM 450 SMR แต่ง สไตล์เท่ ๆ By TK RACING

KTM 450 SMR แต่ง สไตล์เท่ ๆ By TK RACING อีกหนึ่งโมเดลสายสไลค์ในรุ่น SuperMoto พิกัดค่ายสีส้ม อย่าง KTM 450 SMR คันนี้ ที่เติมแต่งมาแบบจัดหนัก จัดเต็มกันเลยทีเดียว ซึ่งจัดทำสี เติมของแต่งได้คุมโทนและลงตัว สมชื่อตามสไตล์กุนซือสายแข่งมาดเท่อย่าง “คุณตึก TK RACING” และเราได้ทราบข่าวจากคุณตึกอีกว่า โมเดลรุ่นนี้จะไปโผล่ชื่อในรายการแข่งขัน SuperBike Trackday ในรุ่น SuperMoto ณ สนามแข่งพีระเซอร์กิต ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย แต่ก่อนที่จะไปโชว์ความโหดแบบสุดโต่งในสนามแข่งนั้น เราขอพามาเจาะรายละเอียดคันนี้กันว่ามีของแต่งอะไรกันบ้างครับ  แต่งทรงเท่ ตามสไตล์ซูเปอร์โมโต สำหรับ KTM 450 SMR แต่ง คันนี้เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก กับตัวรถรูปทรงโมตาร์ด ที่มาพร้อมกับสีประจำค่ายพร้อมลวดลายประดับตกแต่งรอบคัน และ #13 หมายเลขคู่ใจที่พร้อมจะคว้าโพเดียมในสนามแข่งขัน ต่อกันที่ส่วนแผงคอแต่งบน-ล่าง ยึดด้วยน็อตไทเทเนียมสีม่วงสวยงาม นวมแฮนด์หน้ารถติดตั้งจากโรงงาน ฝั่งประกับฝั่งซ้าย จะพบกับปั๊มคลัตช์ Brembo กระปุกน้ำมันคลัตช์ Kite พร้อมครอบคาร์บอนจาก CMT ก้านคลัตช์ ARC แฮนด์ Ariete และการ์ดแฮนด์ RTech  นวมแฮนด์หน้ารถ KTM สุดเท่ แผงคอแต่ง #13 ลัคกี้นัมเบอร์ By TK RACING ปั๊มบน Brembo 17 RCS ก้านสั้น Brembo กระปุกน้ำมัน Discacciati การ์ดแฮนด์ RTech มือคลัตช์ ARC กระปุกแต่ง Kite ครอบคาร์บอน CMT แฮนด์ Ariete ส่วนประกับฝั่งขวา เริ่มจากปั๊มเบรก Brembo 17 RCS พร้อมก้านสั้นสีดำสุดเท่จากอิตาลี และแรร์ไอเทมหายากอย่างกระปุกน้ำมันเบรกจาก Discacciati ปั๊มบนและก้านสั้น Brembo ยางหุ้มประกับคันเร่ง Domino พร้อมการ์ดแฮนด์จาก RTech อีกด้วย  ถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT สายระบายไอน้ำมันพร้อมจุกอุด Kite ครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาถังน้ำมันเครื่อง Kite เลื่อนมาต่อคอนโทรลกลางกับถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT และสายระบายไอน้ำมันกับจุกอุด Kite เบาะแต่งทำสีใหม่ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถ เสริมครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม ดูสดสว่าง เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาน้ำมันเครื่อง Kite พร้อมท่อ HGS เต็มระบบ โช้คหน้า WP โช้คหลังเดี่ยวจาก WP เช่นเดียวกัน สำหรับช่วงล่าง กับโช้คหน้าคู่ใหญ่และโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก WP ติดตั้งให้มาจากโรงงาน ปั๊มเบรกล้อหน้า Brembo M-150 สายเบรก Allegri จานเบรกโฟลทติ้ง KTM เพาเวอร์พาร์ท ส่วนด้านหลังจะเป็นปั๊ม Brembo โลโก้ขาวและจานจาก เคทีเอ็ม เพาเวอร์พาร์ทเช่นเดียวกัน  ส่วนล้อซี่ลวดรุ่นนี้ยังคงเป็นรุ่นเดิมจาก Alpina แต่เพียงเพิ่มเติมเทสีส้ม เช่นเดียวกับดุมล้อหน้า-หลังชุปสีอโนไดซ์ ให้ดูมีส่วนผสมที่ลงตัวกับตัวรถ เสริมด้วยยางหน้าขนาด 125/75 และยางหลังขนาด 165/55 เก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยคันเกียร์ Revolver shift ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork คันเบรกหลัง Trigger และการ์ดบังโซ่ TM Designworks ล้อซี่ลวด Alpina 125/75 ล้อหลัง 165/55 ทำสีส้มสวย สด ปั๊มเบรก Brembo โลโก้ขาว ปั๊ม Brembo M-50 โลโก้แดง ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork ล้อสวยสไตล์ SuperMoto ส่วนเสริมเติมแต่งเยอะจริง ๆ สำหรับคันนี้ สายสไลค์ที่ชื่นชอบการแต่งรถไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน และครั้งนี้

Kymco KRV200

Kymco KRV200 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ฟีเจอร์แน่น ขายยุโรปแล้ว เผยโฉมพร้อมขายกันแล้วสำหรับ Kymco KRV200 สกู๊ตเตอร์ดีไซน์สปอร์ตสัญชาติไต้หวันแต่ไปขายกันที่ยุโรป ซึ่งแบรนด์นี้เมื่อพูดถึงแล้วก็ย่อมจะต้องมีภาพของสกู๊ตเตอร์ลอยเข้ามาในทันที โดยเฉพาะแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่คนยุโรปชอบใช้ ซึ่งเจ้าคันนี้ก็ขนฟีเจอร์มาครบครันและน่าสนใจทีเดียวครับ สำหรับโมเดลนี้แม้จะมีขนาดเล็กไม่ใช่บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีและเป็นที่นิยมอย่างรุ่นพี่ของมันที่ชื่อว่า AK550 แต่ก็มีสไตล์แบบสปอร์ตและโมเดิร์นในแบบเดียวกันและมีลูกเล่นและฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยแบบเดียวกัน โดยมีราคาที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋ากว่า ในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกจะเห็นได้ถึงเส้นสายที่ดูดุดันในแบบของรถสปอร์ตแบบนรุ่นพี่ แต่มาในขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่า และตัวรถให้ทัศนวิสัยที่ดีด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ที่มีรูปทรงคล้ายกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่ ๆ ของทางค่ายเอง สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 175 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำที่สามารถปั่นแรงม้าออกมาได้ 17 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดที่ 15.6 นิวตันเมตร โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 7.4 ลิตร ซึ่งทางค่ายเคลมอัตราสิ้นเปลืองที่ 33 กม./ลิตร และท็อปสปีดมาที่ 107 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดู ๆ อาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับนักบิดชาวไทย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นถือว่าโดดเด่นเลยทีเดียว โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา แต่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างกับสกู๊ตเตอร์ในพิกัดนี้ทั่วไปซึ่งมักจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่มีขนาด 234 ม.ม. โดยจะมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 110/70 R13 และ 130/70 R13 หน้าและหลังตามลำดับโดยจะเป็นยางแบบไม่ต้องใช้ยางในรัดบนล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน มาต่อกันที่ฟีเจอร์อื่น ๆ กันบ้าง ตัวรถจะมาพร้อมเรือนไมล์แบบ LCD ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือคีย์เลส ช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะที่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 1 ใบ ตลอดไปจนถึงตะขอแขวนสัมภาระที่ดูแล้วเหมาะกับบ้านเราเหลือเกิน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย โมเดลนี้จะอยู่ที่ 4,890 ยูโรหรือราว ๆ 182,000 บาท ซึ่งถือว่าราคาแรงเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่หล่อเหลาเอาการอยู่นะ ส่วนการจำหน่ายในไทยนี่คงเป็นไปได้ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FANTIC CABALLERO 700

FANTIC CABALLERO 700 อิตาเลียนสแครมเบลอร์หัวใจ CP2 เอาใจคนชอบความแรงด้วยการอัปเกรดดีกรีความมันส์เพิ่มไซส์ของอิตาเลียนสแครมเบลอร์อย่าง Fantic Caballero 700 ที่เพิ่มไซส์มาจาก 500 ซีซี แต่ทว่าเจ้าคันนี้กลับใช้ขุมพลังจากค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Yamaha ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้วหลาย ๆ คนน่าจะเดาได้ว่า มันคือเครื่อง CP2 ที่ใช้ในรถ MT-07, YZF-R7 และ XSR700 นั่นเอง สำหรับคนที่ยังไม่รู้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางค่ายนี้ร่วมงานกับยามาฮ่า ก่อนหน้านี้ก็เคยจอยกันมาก่อนเพื่อทำรถในแนวเดิร์ตไบค์มาแล้ว โดยดีไซน์คันนี้ก็มาในแบบของสแครมเบลอร์เต็มขั้นเด่นที่ปลายท่อคู่ยกสูงตามแบบเฉพาะของรถในสไตล์นี้นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ขุมพลัง CP2 ก็จะเท่ากับว่ารถคันนี้แรง 74 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 70 นิวตันเมตรซึ่งถือว่าทรงพลังใช้ได้เลยทีเดียว และเพื่อที่จะหยุดกำลังแรงขนาดนี้ ทางค่ายได้ให้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 ม.ม.ดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.มา โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของ Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย และมาพร้อมกับระบบเบรกแบบ Cornering ABS จาก Continental ส่วนช่วงล่างนั้นจะเป็นโช้คจากทาง Marzzocchi โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยในเรื่องความปลอดภัยแล้วยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับผ่านโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Street, Offroad และ Custom ที่ให้ผู้ใช้ได้ปรับแต่งค่าต่าง ๆ เอง โดยสามารถปรับใช้งานและดูการแสดงผลต่าง ๆ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้วได้สะดวก สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่ายจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีแดง Iconic Red และสี Historic Blue โดยวางจำหน่ายที่ราคา 9,900 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 370,000 บาท ซึ่งก็ถือได้ว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Tornado 402

Benelli Tornado 402 พายุลูกใหม่ที่หล่อล้ำกว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2005 ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแผ่นดินใหญ่อย่าง Qianjiang ได้เข้ามาเทคโอเวอร์เบเนลลีค่ายรถอิตาลีระดับตำนานก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาและออกแบบจากทางสำนักงานใหญ่ที่เมือง Pesaro ประเทศอิตาลีก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่ามีเพียงไม่กี่โมเดลเท่านั้นที่ทำแบบดังกล่าว ส่วนรถรุ่นอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้า Benelli Tornado 402 ที่พัฒนาและผลิตกันที่จีนเองเลย เจ้าทอร์นาโดลูกใหม่นี้เป็นสปอร์ตไบค์เต็มตัวที่มาพร้อมแฮนด์แบบจับโช้คที่สมควรจะต้องหันมาสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าสำหรับสปอร์ตไบค์ที่มีพิกัดเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซีนั้นมักจะขายในประเทศที่มองว่ารถกลุ่มนี้เป็นรถแบบพรีเมียมหน่อย หรือไม่ก็ถูกจำกัดด้วยใบขับขี่เพราะรถมีขนาดใหญ่ ซึ่งผมเองก็หวังว่ามันน่าจะมาขายในไทย ถ้าตัวแทนไม่ยอมแพ้ตลาดในไทยไปก่อนน่ะนะ สำหรับขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดที่ 3 นิวตันเมตรที่ 8,000 นาที ซึ่งถ้าจำหน่ายในยุโรปล่ะก็จะต้องใช้ใบขับขี่ประเภท A2 ซึ่งมันเป็นเครื่องบล็อกใหม่ไม่ใช่เครื่องบล็อกเดิมจากทาง QJ Motor แต่อย่างใด เพราะเครื่องเดิมนั้นแรงสุดแค่เพียง 41.5 แรงม้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังไม่ได้เอ่ยถึงและน่าสนใจมาก ๆ เลยก็คือการมีกล้องติดรถมาให้ด้วยเลย โดยถูกบิลต์อินมาให้ที่ด้านหลังชิลด์หน้าเพื่อบันทึกภาพการจราจร โดยสามารถดาวน์โหลดลงสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันได้ ซึ่งฟังก์ชันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบันทึกคลิปการขับขี่ที่สนุก ๆ ของคุณแต่ยังส่วนช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและใช้บันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานเวลาขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่น ๆ บนท้องถนนอีกด้วย ส่วนช่วงล่างที่ให้มานั้นถือว่าแน่น ๆ ตามสไตล์ของทางค่าย โช้คหน้าแบบหัวกลับ โช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 150/60 R17 และ  110/70 R17 ตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นเปิดราคาจำหน่ายที่ 31,800 หยวนหรือแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ราว ๆ 157,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกพอสมควร แต่ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะดีไซน์เองก็ได้กลิ่นอายความล้ำ ความหล่อที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ๆ แต่ก็นั่นแหละจะมาขายไทยหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เผยจะออกจาก Yamaha

Toprak เผยจะออกจาก Yamaha หลังจบฤดูกาลนี้ ในปี 2023 นี้มีนักแข่งที่จะหมดสัญญาลงเมื่อจบการแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship 2023 นี้ และหนึ่งในนั้นก็คือ Toprak Razgatlioglu แชมป์โลก WorldSBK 2021 โดย Toprak เผยจะออกจาก Yamaha เพื่อแสวงหาความท้าทายใหม่ แม้ว่าจะยังไม่คอนเฟิร์มว่าจะไปลงเอยกับสังกัดค่ายรถใด Razgatlioglu นักแข่งชาวตุรกีย้ายมาร่วมทีมกับยามาฮ่าในปี 2020 และเปิดตัวได้อิมแพ็กต์แบบเน้น ๆ ด้วยการควบ YZF-R1 คว้าชัยในเรซแรกที่ Phillip Island ในเรซแรกกับยามาฮ่าทันที และจบฤดูกาล 2020 ด้วยชัยชนะเพิ่มขึ้นอีก 2 เรซที่ Estoril และในปีต่อมาเขาก็คว้าแชมป์โลกได้ด้วยการชนะไปทั้งหมด 13 ครั้ง 29 โพเดียมจากทั้งหมด 37 เรซในปี 2021 เอาชนะ Jonathan Rea คู่แข่งจาก Kawasaki Racing Team WorldSBK ไปแบบระทึกเร้าใจตลอดทั้งฤดูกาลและหยุดสถิติการคว้าแชมป์โลกติดต่อกันของเขาไปได้ ฟอร์มการแข่งขันของเขายังดีต่อเนื่องมาถึงปี 2022 ด้วย และยังจบการแข่งขันฤดูกาลนี้ด้วยชัยชนะที่มากขึ้นคือ 14 เรซ แต่ก็ยังจบด้วยการเป็นรองแชมป์ โดยมี Alvaro Bautista จาก Aruba.it Racing – Ducati แม้ว่าตัวเขาจะทำสถิติใหม่ด้วยการเป็นนักแข่งที่มีชัยชนะมากครั้งที่สุดกับทางยามาฮ่าแซงหน้าสถิติเดิมของ Noriyuki Haga ที่เคยชนะรวมกันทั้งหมด 27 ครั้ง และในปี 2023 นี้เขาก็คว้าไปแล้ว 11 โพเดียมจากการแข่งขัน 12 เรซ รวมถึงชัยชนะ 1 ครั้งในรอบซูเปอร์โพลเรซที่ Mandalika อีกด้วย โดยนักแข่งชาวตุรกีผู้นี้มีสถิติชนะ 31 ครั้งกับยามาฮ่า 47 โพเดียมกับ R1 และเคยไปเทสต์รถแข่ง MotoGP อีก 2 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามเขาก็จะออกจากทีมโรงงานหลังจากที่เขาเคยคว้าแชมป์โลกมาแล้ว ซึ่งนับเป็นคนแรกเลยหลังจากที่ Ben Spies ช่วยค่ายส้อมเสียงคว้าแชมป์โลกมาแล้วในปี 2009 ซึ่งก็ถือว่าจะเป็นการจบความร่วมมือกัน 4 ปีกับทางยามาฮ่า ซึ่งก่อนหน้านี้เขาอยู่กับทางค่ายเขียว Kawasaki Puccetti Racing 2 ฤดูกาล โดยคว้ามาได้ทั้งหมด 15 โพเดียมกับ ZX-10RR โดยฤดูกาลแรกของเขาเริ่มต้นกับสนาม Donington Park และชัยชนะครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นในฤดูกาลต่อมากที่ Magny-Cours ซึ่งเขาสามารถชนะในเรซแรกและในรอบซูเปอรโพลเรซได้แม้ว่าจะออกสตาร์ทจากกริดที่ 16 ก็ตาม นักแข่งวัย 26 ปีเผยว่า “ผมอยากที่จะบอกกับครอบครัวยามาฮ่าทุกคนว่าขอบคุณมาก ๆ สำหรับความรักและความเคารพที่พวกเขามีให้กับผม การที่ผมได้แชมป์โลกนั้นเคยเป็นความฝันของผมตอนที่ผมเซ็นสัญญากับยามาฮ่า และเราก็ไปถึงเป้านั้นด้วยกันแล้ว สำหรับฤดูกาลถัดไปผมรู้สึกว่าผมต้องการความท้าทายใหม่ ๆ และในขณะที่ผมมีโอกาสที่จะได้ไปทดสอบรถ MotoGP ผมไม่รู้สึกว่าผมต่อติดกับรถแข่ง MotoGP เหมือนตอนขี่รนถ WSBK เลย แต่ถ้าผมอยู่ต่อล่ะก็ผมต้องการเป้าหมายใหม่ ความทะเยอทะยานครั้งใหม่ ผมขอโทษที่ต้องออกจากยามาฮ่า ออกจากแบรนด์และกลุ่มผู้ติดตาม เนื่องจากเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่การเปลี่ยนแปลงคือส่วงนึงของกีฬาทุกชนิด และเป็นปกติของมืออาชีพทุกคน ขอขอบคุณ ยามาฮ่า มอเตอร์ คอมพานี  ยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป และยามาฮ่า มอเตอร์ ตุรกี มาก ๆ รวมไปถึงขอบคุณทีม Pata Yamaha Prometeon WorldSBK ด้วย และโดยเฉพาะกับทีมงานของผมซึ่งทำงานหนักให้กับผมมาตลอด” อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก