SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
เบรกหนึบแถมได้ขิง! Brembo Racing  ของแต่งชิ้นแรกของไบค์เกอร์ที่ควรมี

Brembo Racing ระบบเบรกจากสัญชาติอิตาลี โดยผู้แทนนำเข้าในไทยอย่าง Maverix Group ก็พร้อมที่จะบุกตลาดสองล้อเต็มสูบกับโปรดักท์ใหม่ให้เลือกมากมาย

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Shoei X-Fifteen

Shoei X-Fifteen หมวกสายซิ่งตัวท็อปรุ่นใหม่ ดีขึ้นรอบด้าน เปิดตัวพร้อมจำหน่ายกันแล้วที่ต่างประเทศสำหรับหมวกกันน็อกขวัญใจสายสปอร์ตอย่าง Shoei X-Fifteen (ชื่อสำหรับขายญี่ปุ่นและอเมริกา) หรือ X-SPR Pro (ชื่อสำหรับขายในยุโรป) ซึ่งต่างก็เป็นหมวกกันน็อกแบบเต็มใบตัวท็อปจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้อัปเกรดและปรับปรุงให้สมรรถนะดีขึ้นรอบด้าน เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ตจนถึงในการแข่งขันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ว่าหมวกกันน็อกแบรนด์นี้มีนักแข่งระดับโลกใส่กันอยู่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Marc Marquez แชมป์โลกทุกรายการรวมกัน 8 สมัยและ Alex Marquez น้องชายของเขา ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องการันตีคุณภาพของหมวกได้เป็นอย่างดี สำหรับสิ่งที่ปรับปรุงมาใหม่ในโมเดลนี้จุดเด่นเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของแอโรไดนามิกส์ ที่ทางค่ายทดสอบกันในอุโมงค์ลมและเคลมมาว่าจะลดการยกตัวของหมวกได้ 1.6% และลดแรงฉุดของหมวกได้ 6.1% ด้วยการออกแบบเชลล์หมวกใหม่ให้มีส่วนคางที่แคบบวกกับปรับปรุงตัวปีกที่ด้านหลังซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความนิ่งให้กับตัวหมวก ทำให้หมวกนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ (ทดสอบที่ความเร็ว 348.8 กม./ชม.) ต่อมาเป็นเรื่องของช่องลมระบายความร้อนซึ่งปรับปรุงมาโดยอาศัยการทดสอบในอุโมงค์ลมเช่นกัน โดยออกแบบมาให้มีการถ่ายเทอากาศร้อนที่ดีในทุก ๆ ท่าทางการขับขี่ โดยมีช่องลมเข้าที่เปิดปิดได้ถึง 7 ช่อง ช่องลมออกอีก 6 ช่องซึ่งจัดวางตำแหน่งไว้อย่างดี รวมไปถึงการระบบระบายอากาศโดยการเจาะรูที่นวมชิ้นแก้ม จึงช่วยการันตีได้ว่าใส่แล้วจะเย็นกว่าหมวกรุ่นเก่าแน่นอน ตลอดไปจนถึงความสบายขั้นสุดด้วยเทคโนโลยี 3D Max-Dry Interior System II ซึ่งก็คือนวัตกรรมที่ทำให้วัสดุที่ใช้ทำซับในนวมหมวกด้านในนั้นดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี และระบายออกได้เร็วกว่าวัสดุปกติ 2 เท่า และยังสามารถปรับขนาดนวมหมวกในชิ้นต่าง ๆ เพื่อให้ใส่กระชับได้มากที่สุด วิสัยทัศน์กว้างขึ้นก็เป็นส่วนสำคัญของหมวกกันน็อกรุ่นนี้ โดยกว้างขึ้นทั้งมุมมองมองด้านบน และด้านข้าง รวมถึงขนาดพินล็อกกันฝ้าที่มีให้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10% ช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ระบบชิลด์ก็ปรับปรุงใหม่ กัน UV 99% และขึ้นรูปด้วยวิธีการล้ำสมัยอย่างการฉีดพิมพ์ขึ้นรูปแบบ 3 มิติสุดล้ำ ทำให้ภาพที่ได้ไม่หลอกตา ไม่บิดเบือน พร้อมระบบล็อกชิลด์ 2 ชั้น การันตีชิลด์ไม่เปิดเองแม้ขณะล้ม และที่สำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกนั้นใช้โครงสร้างเชลล์หมวกแบบ Multi-Ply Matrix AIM+ ซึ่งนำเอาไฟเบอร์กลาสน้ำหนักเบามาเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ถึง 6 ชั้นด้วยกัน เพื่อให้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการดูดซับแรงกระแทกที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีโฟมหมวกที่มีความหนาแน่นในแต่ละจุดแตกต่างกันตามความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ รวม ๆ กันแล้วก็ทำให้สามารถทดสอบผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ ๆ อย่าง Snell M2020R และ ECE22.06 ก็เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ดีขึ้นรอบด้านจริง ๆ งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็คงต้องอดใจรอว่าทางผู้นำเข้าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเมื่อไหร่กันนะครับ แต่ราคาบอกเลยว่าสูงแน่นอนเพราะนี่คือตัวท็อปของทางแบรนด์แล้ว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ   สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับซูเปอร์โมโต

KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับซูเปอร์โมโต เพิ่งเปิดตัวซูเปอร์โมโตรุ่นใหญ่ไปหมาด ๆ ทางค่ายสีส้มคงยังไม่สาแก่ใจในเรื่องของการดึงดูดลูกค้าส่งเจ้า KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับมาตรฐานของรถในกลุ่มซูเปอร์โมโต หวังแย่งลูกค้าที่ชื่นชอบการสไลด์หรือการดริฟต์จากค่ายอื่น ๆ ด้วยสมรรถนะที่ให้มาแบบเน้น ๆ เจ้าส้มนักดริฟต์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 450 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงถึง 63 แรงม้า ที่ทางค่ายการันตีเรื่องความทนทานโดยมีระยะการเซอร์วิสที่นานขึ้น นอกจากนี้ตัวเครื่องก็มีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย เครื่องแรงด้วยเรือนปีกผีเสื้อ Keihin 44 ม.ม. ทำให้เร่งได้ดั่งใจ ทั้งยังมีชุดสลิปเปอร์คลัตช์จาก Suter ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด ในส่วนของแชสซีนั้นใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปด้วยไฮโดรฟอร์ม เลเซอร์คัท จากนั้นเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรงและยืดหยุ่นพอเหมาะพอดีเพื่อให้การตอบสนองที่ดี ซับแรงได้ดี และนิ่งเสถียรในทางตรง ตัวซับเฟรมอลูมิเนียมเองก็เบาเพียง 1.815 กิโลกรัมออกแบบผ่านการศึกษาและคำนวณด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จนได้ความแข็งแรงและทนทานตามต้องการ อีกทั้งสวิงอาร์มหล่อขึ้นรูปแบบกลวงเองก็ทำให้รถเบาแต่ก็แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีแฮนด์บาร์อลูมิเนียม Neken และแผงคอ CNC ที่มียางรองช่วยซับแรงสั่นสะเทือน ทำให้โมเดลนี้ส่งฟีลลิ่งจากพื้นแทร็กสู่มือผู้ขับได้เป็นอย่างดี แต่เท่านี้ยังไม่หมด ยังมีเรื่องของระบบกันสะเทือนจาก WP XACT โดยด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม.ซึ่งมีค่าพรีโหลดแบบโปรเกสซีฟและแดมปิ้งแบบคงที่ ซึ่งสามารถปรับแต่งค่าคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ง่ายดาย ด้านหลังเองก็เป็นโช้ค WP XACT ที่มีขนาดเล็กและเบา ทำงานร่วมกับกระเดื่องเพื่อให้ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ดี และปรับแต่งได้เต็มระบบโดยไม่ต้องใช่เครื่องมือเช่นกัน ส่วนระบบเบรกเอาอยู่ด้วยระบบเบรกจาก Brembo คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานขนาด 310 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวกับจานขนาด 220 ม.ม. ส่วนล้อ Alpina น้ำหนักเบาขนาด 16.5/17 นิ้วซึ่งมีฮับล้อขึ้นรูปด้วย CNC การันตีความเบา อีกทั้งตัวรถยังใช้งานง่ายเหมาะสำหรับนักแข่งด้วยสตาร์ทไฟฟ้า กรองอากาศเปลี่ยนได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ แอร์บ็อกซ์ดีไซน์เน้นสมรรถนะ เบาะนั่งแบบราบและสูงออกแบบมาให้ควบคุมรถได้ดี ตัวถังน้ำมันทำจากโพลีเอทิลีนขนาด 7.2 ลิตร ช่วยให้ระยะทางขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น พักเท้าออกแบบมาอย่างดี มีหน้าสัมผัสที่ใหญ่ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีทุกสภาพพื้นผิว ต่อกันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ตัวรถเน้นการขับขี่แบบเรซซิ่งเป็นหลักก็เลยมีเอ็นจิ้นแม็ป 2 แม็ปให้เลือก มีระบบช่วยออกตัว ระบบแทร็คชันคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ เซ็นเซอร์โรลโอเวอร์ตรวจจับสถานะของรถ ถ้าจับได้ว่าล้มรถจะดับอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย ยังมีมิเตอร์จับเวลาการใช้งานแบบ LED และตัวบอกสถานะหัวฉีดอีกด้วย ถือว่าให้มาเยอะเลยทีเดียว สรุปแล้วถือว่าให้ออปชันและฟีเจอร์ต่าง ๆ มาครบครันเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่งแบบซูเปอร์โมโตจริง ๆ คนที่ชอบสไลด์เป็นงานอดิเรกและเงินในกระเป๋าเหลือ ๆ สักหน่อยก็ควรจะมีไว้ดริฟต์มัน ๆ สักคันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค KLX300R ตัวแข่งสายลุยรุ่นพี่ จากแก๊งค์เขียว

สเปค KLX300R ตัวแข่งสายลุยรุ่นพี่ จากแก๊งค์เขียว     Kawasaki KLX300R รถแข่งระดับพี่ใหญ่สายลุยจากตระกูล KLX กับขุมพลัง 292 ซีซี มาพร้อมกับแชสซีที่แข็งแรง ทนทาน ออกแบบสำหรับการควบคุมที่เบาและคล่องตัว ตอบสนองผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบรถแข่งขันสายลุย ราคาแะนำ 240,500 บาท   เครื่องยนต์สูบเดียว 292 ซีซีจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดให้การตอบสนองรวดเร็ว ระบบกันสะเทือน พร้อมรองรับซับแรงกระแทกในเส้นทางฝุ่น แฮนด์บาร์ปรับระดับได้ตามฉบับรถในตระกูล KLX แชสซีพื้นฐานรถแข่งเอนดูโร่ สำหรับการขับขี่ผจญภัยเอ็นดูโร่   ​สเปค KLX300R รุ่น ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 292 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 x 61.2 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 80/100-21 ล้อซี่ลวด ยางหลัง 100/100-18 ล้อซี่ลวด ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Uni Track ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวโฟลทติ้ง ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม.พร้อมคาลิเปอร์ ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,120 x 825 x 1,250 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 305 มม. ความสูงเบาะ 925 มม. น้ำหนักรถ 128 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.9 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี NA   สีสันที่มีจำหน่าย LIME Green (2020) LIME Green (2021) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี  เผยโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลลวดลายสีใหม่ สายพันธุ์สปอร์ต ในรุ่น Ducati SuperSport 950S มาพร้อมลายกราฟิกใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น และออปชั่นต่าง ๆ ในตัวรถอีกมากมาย เชื่อได้เลยว่า เหล่าแฟน ๆ สายรถสปอร์ตจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน  ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น โดยเริ่มจากตัวแฟริ่ง ออกแบบรูปทรงให้มีความปราดเปรียว และสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ ให้คาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แบบเดียวกันกับเจ้า Ducati Panigale V4 พร้อมไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บิ้วอินท์เข้าไปในตัวแฟริ่งดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมแรมแอร์ด้านข้างที่พร้อมรับอากาศสู่การเผาไหม้ในเครื่องยนต์อีกด้วย บวกกับแฟริ่งด้านข้างจะมีช่องระบายอากาศแบบคู่ ผสมกับลายกราฟิกแนวตรงเฉียงลงไปด้านหน้า ได้อย่างสวยงาม อีกทั้ง ยังมีชิลด์หน้าออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด สามารถบังลมและใช้งานได้อย่างดีเสริมด้วยหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้วพร้อมถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เบาะนั่งเดี่ยวผู้ขับขี่แบบเดี่ยว เพิ่มความสะดวกสบายในการนั่ง รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ให้ความเท่ไปอีกขั้น  ในด้านของขุมพลังสำหรับโมเดลนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ L-Twin 2 สูบ 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทางกับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรอง Euro 5 ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับระบบช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว โดยจะเป็นโช้คอัพจาก Ohlins ทั้งคู่ พร้อมระบบเบรกกับเบรกหน้าดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. เป็นจานเบรกโฟลทติ้ง พร้อมคาลิเปอร์ Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 180/55 จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Pirelli Diablo Rosso III โดยน้ำหนักตัวรถรวมอยู่ที่ 210 กก. ในเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มจากระบบ IMU 6 แกน ระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกทั้งทางตรงและทางโค้งระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอย โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ระบบควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง และแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Ducati Multimedia System ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้ สามารถรับสายโทรศัพท์ ดูข้อความ และเล่นเพลงโดยใช้ปุ่มควบคุมตรงแฮนด์ได้เลยอีกด้วย  ทั้งความ สปอร์ต สวยงามและดุดัน เหมาะกับเป็นม้าสีหมอกตัวแรงของค่ายนี้จริง ๆ อย่างไรก็ดี เราก็ยังไม่ทราบว่าโมเดลจะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ คงต้องอดใจรอกันไปก่อน ไว้คราวหน้าถ้ามีอัปเดตอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวแอดมินจะรีบมาแจ้งให้ทราบนะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 Roctane 2023

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R12 nineT 2023

R12 nineT คลาสสิกถึงแก่น ให้คุณแต่งในแบบของคุณเอง มาแล้วกับโมเดิร์นคลาสสิกไบค์คันล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R12 nineT ที่เรียกได้ว่าเป็นโมเดลร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของ BMW Motorrad และยังเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จจากเจ้า R nineT ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉลอง 90 ปีของ BMW Motorrad พอดิบพอดี เรียกว่าเหมาะเจาะลงตัวจริง ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นคลาสสิกโรดสเตอร์ที่มาในแนวคิดเปิดกว้างพร้อมที่จะให้เจ้าของได้คัสตอมรถ ให้มันกลายเป็นรถในสไตล์ของตัวเองได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด และยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1200 ซีซี ทว่าครั้งนี้มาพร้อมแอร์บ็อกซ์และระบบไอเสียที่ออกแบบมาใหม่เพื่อส่งมอบอารมณ์การขับขี่ในแบบคลาสสิกที่หลาย ๆ คนต้องการ ส่วนตัวเลข 12 ที่หลายคนน่าจะสงสัยของโมเดลนี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย เช่น R18 เป็นต้น โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบที่เน้นถึงความเพียวหรือความบริสุทธิ์ที่ทำให้ตัวโมเดลนี้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด ดัดแปลง เติมแต่ง คัสตอมได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน เบาะ และส่วนท้ายของรถ ซึ่งเป็นสไตล์ในแบบดั้งเดิมของ R90 ในช่วงยุค 70 นั่นเอง อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อีกด้วย เช่น บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า LED ที่ตัวโคมทำสีดำล้อมรอบดวงไฟไว้ เรือนไมล์ทรงกลมคู่ตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนทางด้านไฟท้ายก็เป็นไฟ LED ที่ฝังไว้ในตัวเบาะ ทำให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้น และทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์เสริมสำหรับตกแต่งคัสตอมไว้อีกมากมาย ไฮไลท์ของโมเดล R12 nineT: – คลาสสิกและเรียบง่าย – ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1200 ซีซี – มุ่งเน้นให้เจ้าของรถคัสตอม – สเปซเฟรมแบบชิ้นเดียวพร้อมมีเฟรมท้ายยึดติดด้วยน็อต – ล้อแบบคลาสสิก โช้คหน้าหัวกลับและระบบพาราลีฟเวอร์ที่ด้านท้าย – ท่อไอเสียด้านซ้ายแบบปลายคู่ทรงกรวย – คาลิเปอร์เบรกหน้าโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ พร้อมสายเบรกถัก – ของแต่งคุณภาพสูงแท้ ๆ จากทางค่าย   งานนี้ใครชอบความคลาสสิก ชอบการคัสตอม โมเดลนี้ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับ อย่างไรก็ดีสาวกชาวไทยคงต้องรอกันไปก่อนนะครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุด สุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Siam Niterra

Siam Niterra ชื่อใหม่พร้อมแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน หลาย ๆ คนอาจจะยังงง ๆ จนถึงขั้นไม่คุ้นหูคุ้นตากับชื่อ Siam Niterra (สยามนิเทระ) นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อ สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก (Siam NGK Spark Plugs) แล้วล่ะก็หลาย ๆ คนเป็นต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านหัวเทียนที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1936 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สยามนิเทระ แล้วนั่นเอง เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สดใส พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของทาง Niterra ซึ่งคำนี้มีที่มาจากภาษาลาตินสองคำผสมกันระหว่างคำว่า Niteo ที่หมายความว่า ส่องประกาย และคำว่า Terra ที่หมายความว่า โลก สื่อถึงโลกที่สดใสส่องประกาย หรือตีความออกมาได้เป็นโลกใบเดิมที่มีอนาคตที่สดใสจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทางบริษัทจะคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้วิถีการคิดแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดใหม่ก็คือการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงร่วมรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ด้วยการเดินหน้าตามเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้วิธีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและนำมาผลิตเป็นแหล่งพลังงานใหม่ป้อนให้กับโรงงานและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ทางบริษัทไม่เพียงแต่จะผลิตและจำหน่ายหัวเทียนเพียงอย่างเดียวทางบริษัทยังจะช่วยส่งเสริมความฝันของหลาย ๆ คนให้กลายเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัย สร้างวันพรุ่งนี้ในแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีด้านเซรามิกที่พัฒนาขึ้นมาให้เหมาะกับทุก ๆ สภาพสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเซนเซอร์และพลาสม่าเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อสังคมที่อุดมไปด้วยคนที่สุขภาพดี เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหาร และที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีและแนวคิดที่แตกต่างที่จะผลิตและพัฒนาหัวเทียนและออกซิเจนเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงการจัดกิจกรรมจากทางเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA : https://lin.ee/iK1Knm6 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 SMT 2023

KTM 890 SMT 2023 ตัวสุดสายซูเปอร์โมโต คมยิ่งกว่า เพรียวยิ่งกว่า และสปอร์ตยิ่งกว่ากับการกลับมาอีกครั้งของรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตกับเจ้า KTM 890 SMT 2023 อสูรร้ายสำหรับคนชอบความสนุก ที่เหมาะกับการขับขี่แบบมันส์ ๆ และยังสามารถนำไปออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งได้อีกด้วย พื้นฐานของเจ้าซูเปอร์โมโตคันนี้แน่นอนว่ามีต้นแบบมาจากเจ้าแอดเวนเจอร์รหัสเดียวกันนั้นเอง โดยจะมีขุมพลังที่ชื่อว่า LC8c ที่เป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 889 ซีซี ที่มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์ซูเปอร์โมโตและสปอร์ตทัวริ่ง โดยมีแรงม้าสูงถึง 105 ตัวที่ 8,000 รอบ ขณะที่แรงบิดก็มากถึง 100 นิวตันเมตร พร้อมให้ขับขี่กันยาว ๆ จากถังน้ำมันขนาด 15.8 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้เกินกว่า 300 กม.เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นจัดเต็มมาจาก WP ซี่รี่ส์ APEX ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว และแน่นอนว่าทั้งระบบปรับแต่งได้เต็มที่ ต่อมาในเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เดียวกับรถอย่างยิ่ง ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบถ้วน เช่น โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Rain, Street, Sport) ระบบคอร์เนอริ่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบ Cornering ABS และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว เป็นต้น งานนี้ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตล่ะก็คันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวเลยล่ะครับ แต่คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson-X500

Harley-Davidson X500 ครูเซอร์มะกันไซส์กลาง แต่ผลิตจีน Harley-Davidson X500 ครูเซอร์ไบค์คันล่าสุดสไตล์อเมริกันมัสเซิลก็เผยโฉมออกมาแล้ว ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ในจีนอย่าง QJ Motor ซึ่งบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทแม่ผลิตรถให้กับแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกหลาย ๆ แบรนด์ เช่น Benelli, Keeway และ QJ Motor เองเป็นต้น แถมยังพาร์ทเนอร์กับอีกหลายแบรนด์อาทิ MV Agusta และแน่นอนฮาร์ลีย์ฯ เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายคนตั้งตารอมาก ๆ โมเดลนึง ซึ่งโมเดลนี้แตกต่างจากครูเซอร์ไบค์ในแบบฉบับของทางฮาร์ลีย์ดั้งเดิมอย่างมาก กลับมามีกลิ่นอายแบบโร้ดสเตอร์ที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักไป โดย X500 เปิดตัวในงาน Shanghai Auto Show 2023 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าเอ็กซ์ 500 คันนี้มีอะไรหลาย ๆ ส่วนเหมือนกับเจ้า Benelli Leoncino 500 อย่างมากแบบที่หลาย ๆ สื่อคาดเอาไว้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วทางนักออกแบบเองก็ได้มีการทำอะไรขึ้นมาเพื่อแอบซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เฟรม ล้อ และรูปทรงโดยรวม ทำให้เจ้า 500 คันนี้หน้าตาไม่สมกับเป็น Harley แบบเดียวกับเจ้า Pan America มาดูกันในส่วนของสมรรถนะ ถ้าคุณคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ของ Benelli ในพิกัด 500 ซีซีแล้วล่ะก็ข้ามไปได้เลย แต่ถ้าไม่คุ้นอ่านต่อได้ครับ ฮา ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 500 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 47 ตัว และแรงบิดมาที่ 44.74 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างนั้นรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ถึง 50 ม.ม.กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ล้อมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมดิจิทัลและอนาล็อกขนาดกะทัดรัด ไฟหน้าทรงกลม LED ส่วนไฟท้ายเป็นแบบมีไฟเลี้ยวในตัว ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็จะมีระบบเบรก ABS เพียงอย่างเดียว สุดท้ายตอนนี้ตัวรถจะยังจำหน่ายแค่ที่ประเทศจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องรอลุ้นกันต่อไปในภายภาคหน้าว่าจะมาขายไทยบ้างหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta-X300-SR

Lambretta X300 SR รหัสใหม่พร้อมสีสันใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Colors of Time” มาวันนี้แลมเบรตต้าจะพาย้อนเวลาไปเสพความคลาสสิกของตำนานอีกครั้ง กับคอลเลคชั่นใหม่ Lambretta X300 SR รหัสโมเดลใหม่ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่ความคลาสสิกแบบฉบับ Super Retro จากแรงบันดาลใจของโมเดลในตำนานอย่าง DL/GP ในปี 1969 ถูกนำมาถ่ายทอด DNA ผ่านลวดลายในอดีตกับเอกลักษณ์ Side Panel Stripes ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต เช่นเดียวกับสาวกแลมเบรตติสต้า ที่หลงใหลในความคลาสสิก พร้อมมีภาพความทรงจำดีๆ กับรถคู่ใจในสีสันที่แตกต่างกันไปในห้วงเวลาเหล่านั้น และอยากให้อยู่คู่ความทรงจำไปตลอด โดยยังคงมาพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่รู้กันดีว่า นอกจากจะเป็นนักสะสมรถวินเทจแล้ว ก็ยังเป็นสาวกแลมเบรตติสต้าตัวจริง ที่สะสมแลมเบรตต้าทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามารอบนี้พร้อมเล่นใหญ่ ให้ทุกคนได้ยลโฉม กับการบุกบิลบอร์ดทั่วกรุงฯ เผยโฉมความพิเศษในรอบนี้ ด้วยลุคใหม่ของหนุ่มมาริโอ้ ที่เติมเต็มสีสันและอารมณ์ความคลาสสิก ให้แมทช์ลุคกับคอลเลคชั่นใหม่ สมกับคอนเซปต์ Colors of Time ได้อย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ แต่เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดี ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งตำนานสกู๊ตเตอร์ที่ยิ่งนานไปมูลค่าทางใจยิ่งเพิ่มขึ้น สาวกตัวจริงจึงไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง!  เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วยังมาพร้อมสีสันความคลาสสิก ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมในช่วงรอยต่อของยุค 60s และยุค 70s เป็นยุคร่วมสมัยแนว Pop Culture สะท้อนความสดใสของวัยรุ่นในยุคนั้น ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่โลกใหม่ในช่วงยุคหลังสงครามโลก โดยความคลาสสิกจะถูกถ่ายทอดผ่าน 3 สีสันยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่ – YELLOW MUSTARD (Hi-Gloss) – WHITE LATTE (Hi-Gloss) – RED AMARO (Hi-Gloss)   พร้อมกันนี้ยังไม่ทิ้งจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของดีไซน์ คือ Side Panel Stripes ลายคลาสสิก DNA ที่อยู่ในโมเดลระดับตำนาน พร้อมการใส่กิมมิคขอบคิ้วสีดำรอบคันตัดกับสีบอดี้รถทั้ง 3 สี ที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันดีไซน์ร่วมสมัยอาทิ ไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่าย โดยออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน อีกทั้งยังเติมความหรูหราด้วยการปักโลโก้ของทางค่ายด้วยด้ายสีแดงในส่วนท้ายบนเบาะหนังสีดำดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตอบสนองการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบสมาร์ทคีย์ที่เพียงแค่พกพาสมาร์ทคีย์เอาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานมาไว้ในโมเดลนี้กับการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้น ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายในประเทศไทยที่ 156,900 บาท พิเศษ! *ข้อเสนอดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 2,242 บาท/เดือน หรือดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี (*เฉพาะจัดไฟแนนซ์กับกรุงศรีออโต้) ซึ่งพร้อมให้สัมผัสกับความคลาสสิกนี้ด้วยตัวเองได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://lambretta.co.th ที่สำคัญ! ชาวแลมเบรตติสต้า เตรียมพบกันในงาน The Scooter Fest กับความมันส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี  สามารถติดตามอัพเดทได้ที่  https://www.facebook.com/lambretta.th