SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2 Moto3 ใช้ ข่าวล่าสุด จาก Pirelli โดย Giorgio Barbier เป็นผู้ตัดสินใจฟันธงส่งยางซ้อมเป็นตัวเลือกให้นักแข่งทั้งในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรก บนสนาม Sachsenring (ซัคเซนริง) ที่เยอรมันในสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลในการเลือกยาง จาก บทสัมภาษณ์ ของ Giorgio Barbier “ซัคเซนริงเป็นสนามแข่งที่เรามีความรู้เพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยแข่งที่นั่น หมายถึงความรู้ในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติอื่นๆ เราไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน เราเพียงแต่มีข้อมูลคอมเม้นท์จากนักแข่งที่เคยลงแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งบอกเราว่าสนามนี้เป็นสนามที่มีความต้องการยางเป็นพิเศษเนื่องจากรูปแบบของสนาม โดยมีโค้งซ้ายความเร็วสูงจำนวนมาก พื้นสนามที่หยาบทำให้การยึดเกาะต่ำ และมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจขยายการจัดสรรยาง โดยเสริมด้วยคอมปาวด์ยางที่ทนการสึกหรอมากขึ้น” จากข้อความข่าววงใน คอมปาวด์ยางที่เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม คือยาง Hard รหัสยาง SC3 หรือที่รู้จักในนาม “ยางซ้อม” จากเหตุผลที่พอสรุปจากบทสัมภาษณ์คือ สนามหยาบ เลยเอาติดไปเผื่อไว้ก่อน ในสนามซัคเซนริงปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะอาจจะได้เห็น คอมปาวด์ SC3 ลงแข่งขันจากทั้งสองรุ่น และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยางโปรโตไทป์ตัวใหม่ SC3 C0196 ในยางหลังของรุ่น Moto3 แถมในรุ่น Moto2 จะมียางหลัง SC0 D0532 ที่เป็นโปรโตไทป์เช่นกัน ยางจาก Pirelli SC3 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลือกไม่ได้บังคับ เราจะได้เห็นผลทดสอบในเร็วๆ นี้ว่า Free Practice จะมีทีมไหนทดลองเอายางตัวนี้มาเล่น แต่ถ้าเอาชัวร์ ก็มียางสเปคเดิมจากสนามที่แล้วให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าเกมการแข่งขันจะต้องมีลุ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยยางไม่เหมือนสนามที่แล้ว ส่วนเรื่องสถิติ Pirelli จะทุบยาง Dunlop ได้รึเปล่า ต้องมาดูกันอีกที

Marquez ย้ายซบทีมโรงงาน Ducati แล้วพร้อมสัญญา 2 ปี ยืนยันนอนยันคอนเฟิร์มแล้วกับเจ้า Marc Marquez ย้ายซบทีมโรงงาน Ducati แล้วพร้อมสัญญา 2 ปี หลังก่อนหน้านี้มีข่าวการย้ายตัวของ Enea Bastiannini ไปยัง Redbull KTM Factory Racing นั่นทำให้ที่นั่งข้าง ๆ Francesco Bagnaia ว่างลง และตอนนี้ทาง Ducati ได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่าแชมป์โลก 8 สมัย ผู้ใช้หมายเลข 93 และได้กลายเป็นทีมเมทของแชมป์โลก MotoGP 2 สมัยคนล่าสุดในตอนนี้แล้ว พร้อมกับระบุว่าจะลงแข่งในปี 2025 – 2026 อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda MotoGP หลังจบปี 2024 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติสเปนอย่าง Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda ในการแข่งขัน MotoGP หลังจากจบฤดูกาล 2024 กลายเป็นการจบความร่วมมือกันสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานและโดดเด่นที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว หากจะย้อนประวัติศาสต์กันไปแล้วล่ะก็ Repsol นั้นกลายเป็นมาเป็นชุดสีนึงของ Honda ตั้งแต่ Honda NSR500 ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกในระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1995 โดยมี Mick Doohan และ Alex Criville เป็นคนควบให้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ความสัมพันธ์ของสองแบรนด์นั้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือกันของคู่ก่อให้เกิดแชมป์โลกทั้งหมด 15 สมัย ชัยชนะในเรซแข่งขันมากถึง 183 เรซ และอีก 455 โพเดียม อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Marc Marquez แยกทางออกไปหลังจบฤดูกาล 2023 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็เริ่มการกระชับสัญญาเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน และนั่นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกับชุดสีของ RC213V รถแข่งในปี 2024 ที่มี Luca Marini และ Joan Mir เป็นนักแข่งให้ ซึ่งสังเกตได้ว่าโลโก้ของ Honda นั้นใหญ่กว่าของ Repsol กว่าปีที่ผ่าน ๆ มา การเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะการจากไปของแชมป์โลก 8 สมัย ที่เคยอยู่ร่วมกันมานานกว่า 12 ปี ไปยัง Gresini Ducati และเมื่อเขาออกไป Honda ยังเสียการสนับสนุนจากทาง Red Bull ไปด้วย ขณะนี้ทางค่ายรถเองก็น่าจะมีข้อเสนอจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้สนับสนุนในปี 2025 แต่ทาง Repsol เองต้องการที่จะโฟกัสในเรื่องของการโปรโมตน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกแทน ซึ่งทางเรปโซลเองเชื่อว่าจะยังสามารถเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของตัวเองเข้ากับการแข่ง MotoGP ในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้เป็นผู้สนับสนุนเรื่องน้ำมันทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่นั้นเป็นกติกาใหม่ที่ถูกบังคับใช้ขึ้นในปีนี้ โดยจะต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 40% และในปี 2027 ตัวเลขนี้จะกลายเป็น 100% หรือจะไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไปนั่นเอง งานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปล่ะครับว่า Honda จะมีสปอนเซอร์รายใหญ่เป็นใคร และจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ของรถแข่งในฤดูกาลหน้าอย่างไรบ้าง และแน่นอนว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็อาจจะได้รุ่นรถสปอร์ตในลวดลายทีมแข่ง MotoGP ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ Repsol บ้าง โดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ชอบสีส้ม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตหลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้ข่าวสารเรื่องการปรับเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับรถแข่งในรายการ MotoGP กันไปแล้ว มาวันนี้เราจะไป เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 กันครับว่ามีอะไรบ้าง – เครื่องยนต์ในคลาส MotoGP จะถูกลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 850 ซีซี โดยขนาดกระบอกสูบจะลดจาก 81 ม.ม.เหลือเพียง 75 ม.ม. โดยจะต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบและ 4 จังหวะเช่นเดิม – ค่ายผู้ผลิตที่ลงแข่งในปี 2026 จะเริ่มต้นฤดูกาล 2027 ในแรงค์ B ซึ่งแรงค์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนอีกในช่วงกลางฤดูกาล 2027 โดยอิงจากผลงานในช่วงแรกของฤดูกาล 2027 เพียงอย่างเดียว ผลงานก่อนหน้านี้ไม่นับ และแรงค์ปกติจะกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากจบฤดูกาล 2027 ส่วนค่ายรถใดที่ไม่ได้ทำการแข่งขันในปี 2026 แต่เริ่มแข่งในปี 2027 จะนับเป็นแรงค์ D และจะมีการปรับเปลี่ยนแรงค์อีกครั้งแบบเดียวกันนี้ – จำนวนเครื่องยนต์สำหรับนักแข่งที่เซ็นสัญญายาวจะถูกลดเหลือเพียง 6 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาลในกรณีที่การแข่งมีทั้งหมด 20 สนาม และเป็น 7 เครื่องในกรณีมีการแข่งทั้งหมด 21 – 22 สนาม – ค่ายรถที่อยู่ในแรงค์ D จะมีสิทธิ์พิเศษ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ได้มากขึ้น 2 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาล ต่อนักแข่ง 1 คน – ทุกทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูล GPS ของนักแข่งทุกคนได้เมื่อจบเซสชันแต่ละเซสชัน – ในพิกัด MotoGP จะถูกปรับลดเรื่องจำนวนอัตราทดเกียร์ได้ไม่เกิน 16 ชุดจากเดิม 24 ชุด (อัตราทดเกียร์ทั้งหมด 6 เกียร์ ใช้ชุดเฟืองเกียร์ทั้งหมด 6 ชุด ดังนั้นจะต้องเลือกใช้ชุดอัตราทดเกียร์อย่างชาญฉลาดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับทุก ๆ สนาม เพราะถูกจำกัดจำนวน) บวกกับเฟืองเพลาขับได้อีก 4 ชุดต่อ 1 ฤดูกาล – น้ำหนักรถขั้นต่ำจากเดิมจะต้องไม่เบาไปกว่า 157 กิโลกรัมจะกลายเป็น ไม่เบาไปกว่า 153 กิโลกรัมแทน – ไม่อนุญาตเรื่องอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถอีกต่อไป (Ride Height Device) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยออกตัวที่จะทำงานตอนเริ่มการแข่งขันด้วย (Holeshot Device) – มีการลดความจุของถังน้ำมันลงเหลือ 20 ลิตรสำหรับการแข่งขันปกติ และเติมน้ำมันได้แค่ 11 ลิตรสำหรับการแข่งสปรินต์เรซ – จำกัดเรื่องความกว้างของแฟริ่งแอโรด้านหน้าหรือวิงเล็ตด้านหน้าเหลือ 550 ม.ม.จากเดิม 600 ม.ม. หรือแคบลง 5 ซม.นั่นเอง จำกัดเรื่องความสูงของด้านท้ายรถเหลือ 1,150 ม.ม.จากเดิม 1,250 ม.ม.หรือท้ายรถเตี้ยลง 10 ซม. จำกัดเรื่องส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุด (จมูกแฟริ่งหน้า) ให้สั้นลง 50 ม.ม. นอกจากนี้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแอโรไดนามิกส์ที่อยู่ด้านหลังนักแข่ง หรือวิงก์เล็ตที่ด้านท้าย จะต้องยื่นขอรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนนึงของแอโรบอดี้ก่อน และจะอนุญาตให้มีการอัปเดตได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล หรือก็คือต้องใช้น้ำมันแบบยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะแล้วมากลั่นแบบที่เราใช้กันปกติในทุกวันนี้นั้นเอง อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิว หรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ โดยผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ TWG1 ที่เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงกับตัวแทนของทาง Dorna และทีมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ซึ่งทางดอร์น่าเองระบุว่าเพื่อความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่การแข่งขันจะแซงกันได้ง่ายขึ้น สูสีกันมากขึ้น ใกล้เคียงกับรถทั่วไปมากขึ้น และนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนแปลงวงการเลยทีเดียว ซึ่งอนาคตก็อาจจะส่งผลต่อรถบ้าน ๆ หรือรถโปรดักชันด้วยอย่างแน่นอนทีเดียวครับ ซึ่งก็คงอีกหลายปีทีเดียว หรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าแทนไปเลยก็ได้ ถ้าเทคโนโลยีแบตเตอรี่มันพัฒนาได้เร็วจนสามารถทำระยะทางได้ไกล ชาร์จได้เร็ว โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป จุดนั้นโลกก็จะเปลี่ยนอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge เรียกว่าเป็นบทพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของสายลุยไซส์กลางจากค่ายส้อมเสียงได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge 2024 การแข่งขันแรลลี่ที่แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างดาการ์แรลลี่ แต่ก็เป็นรายการแรลลี่ระดับนานาชาติที่มีความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันรุ่นย่อยหลายประเภททั้งรถยนต์ บั๊กกี้ รถบรรทุก ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ สำหรับการแข่งขัน Morocco Desert Challenge 2024 นั้นแข่งขันแบบครอสคันทรีกันทั้งหมด 8 วัน 8 สเตจด้วยกัน โดยจะทำการแข่งขันกันเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรด้านแอตแลนติกของทะเลทรายโมร็อกโกไปจบที่อีกชายฝั่งด้านนึงบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เฉลี่ยวันละกว่า 375 กิโลเมตรท่ามกลางทะเลทรายโมร็อกโกที่เรียกว่าโหดหินไม่เบา และด้วยเหตุนี้เองการแข่งขันครั้งนี้จึงจัดว่าเป็นสนามทดสอบความทนทาน ความแรง และความแข็งแกร่งของทั้งรถทั้งคนได้อย่างดี และแน่นอนว่าอย่างที่เกริ่นไว้ว่า Pol Tarres นักแข่งสัญชาติอันดอร์รา ที่ขับขี่ Yamaha Tenere 700 ในเวอร์ชัน World Raid ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง GYTR ของทางค่าย ภายใต้สังกัด Tenere Yamaha Rally Team เอาชนะไปได้ 6 สเตจจากทั้งหมด 8 สเตจ และกลายเป็นคนแรกที่ใช้รถแอดเวนเจอร์ไบค์ 2 สูบที่เอาชนะรายการนี้ไปได้ พร้อมกับสถิติเวลารวมนำห่างจากอันดับ 2 ไปกว่า 2 ชั่วโมง เรียกได้ว่าอึดทั้งคนทั้งรถจริง ๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโร้ดทางไกลแบบนี้ Yamaha Tenere 700 ถือว่าเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ MotoGP เป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการสองล้อกันเลยทีเดียวของดีลธุรกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน MotoGP นั่นเอง แล้ว Liberty Media คือใคร ทำธุรกิจอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ลิเบอร์ตี้มีเดียคือเจ้าของสิทธิ์ Formula 1 นั่นเอง เรียกว่าอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เพียงแต่จำนวนล้อไม่เท่ากันและรูปแบบการแข่งขันก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร รวมถึงยังประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ การสื่อสาร และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางลิเบอร์ตี้เองก็มาซื้อหุ้นของทาง Dorna ไปมากถึงราว ๆ 86% ใช้เงินไปกว่า 3.5 พันล้านยูโร หรือราว ๆ 138,000 ล้านบาท โดยทางดอร์น่าเองยังถือหุ้นไว้เอง 14% ผ่านข้อตกลงใหม่ซึ่งทาง Dorna Sports S.L., ที่ถือสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอด MotoGP อยู่จะยังคงทำดำเนินธุรกิจอยู่อย่างอิสระเช่นเดิม เพียงแต่เป็นส่วนนึงของทางกลุ่มธุรกิจลิเบอร์ตี้มีเดียเท่านั้น ทั้งนี้การแข่งขันอื่น ๆ ที่ทางดอร์น่าดูแลเองก็จะตกอยู่ภายใต้ลิเบอร์ตี้มีเดียด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Moto2, Moto3, WorldSBK, MotoE, Junior GP, Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup, MiniGP และ MotoGP Rookies Cup นอกจากนี้ทาง Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของทางดอร์น่าที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1994 เองก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปเช่นเดิม และทำธุรกิจต่อไปร่วมกับทีมบริหารของเขา และเบสก็จะยังคงอยู่ที่เมืองมาดริดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป ซึ่งทาง Greg Maffei ประธานของฝั่งลิเบอร์ตี้มีเดียก็ออกมากล่าวในทำนองว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาเพิ่มมากขึ้นจากดีลในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่ารายการการแข่งขันนี้มีฐานแฟน ๆ ที่ติดตามที่ดีและเหนียวแน่น มีการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเงินไหลเวียนมาก มีศักยภาพในการทำเงินนั่นเอง และเขาเองก็ตั้งใจจะมาพัฒนาและเพิ่มยอดผู้ชมหรือแฟน ๆ MotoGP ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทางซีอีโอของทางดอร์น่าเองก็มองว่านี่คือมุดหมายสำคัญของการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ซึ่งทางลิเบอร์ตี้มีเดียนั้นชำนาญงานทางด้านนี้ และจะช่วยเพิ่มฐานคนดูให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน สุดท้ายดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะมีผลอะไรต่อรายการแข่งขันรายการโปรดของพวกเขาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าต้องมีอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยัน แต่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องค่าตั๋วนั้นจะต้องแพงขึ้น เนื่องจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจ และอาจจะมีผลดีเรื่องคุณภาพการถ่ายทอดสด หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการถ่ายทอดสดก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki ตั้งเป้าพิเศษ แข่งคนอึดรถโหด แบบรักษ์โลก ล่าสุดทางค่ายคนบ้า Suzuki ตั้งเป้าพิเศษ เข้าแข่งขัน Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 รายการแข่งคนอึดรถโหด ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนาม Suzuki ในวันที่ 19 – 21 กรกฎาคม แบบรักษ์โลกด้วยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนและชิ้นส่วนแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามเทรนด์รักษ์โลกในยุคปัจจุบัน สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนที่ซูซูกิจะใช้นั้นจะเป็นน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมน้ำมันจากชีวภาพ 40% ซึ่งทาง FIM หรือสมาพันธ์มอเตอร์ไซค์นานาชาติรับรอง อย่างไรก็ดีน้ำมันเชื้อเพลิงตัวนี้ยังไม่ใช่น้ำมันที่ทาง EWC รับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้นทางซูซูกิจึงจะเข้าร่วมแข่งขันในคลาสทดลองพิเศษ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทดลองโดยเฉพาะ นอกจากเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อเทรนด์ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ท่อไอเสีย ยาง น้ำมันเครื่อง แฟริ่ง และเบรก ซึ่งทางสปอนเซอร์ของทางทีมจะเป็นผู้จัดเตรียมให้เพื่อทำตามชาเลนจ์และทำตามเป้าหมายในครั้งนี้ โดยทีมแข่งทีมนี้จะมีชื่อทีมว่า “Team SUZUKI CN CHALLENGE” และจะมีทีมงานจากทางซูซูกิดูแลร่วมกับทาง Yoshimura Japan เองมาร่วมงานพัฒนาด้วย ตลอดไปจนถึงพาร์ทเนอร์อื่น ๆ ที่หวังจะบรรลุเป้าหมายอันท้าทายนี้ร่วมกัน สำหรับเป้าหมายของการเข้าร่วมในครั้งนี้คือการเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีทางสมรรถนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ซึ่งเปรียบได้กับสภาพการใช้งานหนัก ซึ่งจะได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก ๆ จากการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อหลาย ๆ ฝ่ายในอนาคตนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Asia Road Racing 2024 เตรียมเปิดฉากการแข่งขันสำหรับศึก 2 ล้อชิงแชมป์ระดับเอเชีย โดยประเดิมสนามแรกในไทย ณ สนามช้างฯ บุรีรัมย์

WorldWCR 2024 เผยไลน์อัพนักบิดหญิงชิงแชมป์โลก มาดูคราวฝั่งของทางผู้หญิงกันบ้าง กับการแข่งขัน 2 ล้อชิงแชมป์โลกอย่าง FIM Women’s Motorcycling World Championship หรือ WorldWCR 2024 ที่จะเริ่มแข่งขันครั้งแรกในปีนี้ และล่าสุดทางผู้จัดได้เผยไลน์อัพทีมแข่งและนักแข่งหญิงเป็นที่เรียบร้อย จะมีทีมแข่งและนักแข่งสาวคนไหนที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามดูกันเลย สำหรับการแข่งขันในฤดูกาลนี้มีทีมแข่งเข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 21 ทีม โดยมีนักแข่งจำนวน 24 คน จากการคัดเลือกผู้สมัครจากทั้งหมด 40 คน โดยจะมีทั้งนักแข่งระดับโนเนมยันไปจนถึงนักแข่งที่เคยแข่งขันในเวทีระดับโลกมาแล้วอย่าง Ana Carrasco นักแข่งหญิงคนแรกที่สามารถคว้าชัยในการแข่งขัน WorldSBK ในรุ่น World Supersport 300 ในปี 2018 ซึ่งปีนี้เธอร่วมการแข่งขันและแข่งให้กับทีม Evan Bros. โดยนักแข่งทั้ง 24 คนจะใช้รถแข่งโปรดักท์ชันรุ่นเดียวกันทั้งหมดอย่าง Yamaha YZF-R7 ซึ่งแต่ละทีมสามารถนำไปปรับเซ็ตได้อย่างเต็มรูปแบบและการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะจัดขึ้นทั้งหมด 6 สนามด้วยกัน โดยรายชื่อนักแข่งของแต่ละทีมมีดังนี้ 1.511 Terra&Vita Racing Team Ran Yochay #10 Sara Sánchez Tamayo #64 2. Isis Carreno Avila #33 – AD78 FIM Latinoamerica by Team GP3 3.Nicole Van Aswegen #21 – Andalaft Racing 4.Lena Kemmer #35 – Berti K. Racing Team 5. Adela Ourednickova #19 – DaFitMotoracing 6.Andrea Sibaja Moreno #7 – Deza-Box 77 Racing Team 7.Ana Carrasco #22 – Evan Bros. Racing Yamaha Team 8.ITALIKA Racing FIMLA Sarah Varon #15 Astrid Madrigal #83 9.Beatriz Neila #36 – Pata Prometeon Yamaha 10.Mia Stenseth Rusthen #29 – Rushten Racing 11.Sekhmet Motorcycle Racing Team Mallory Dobbs #14 Alyssia Whitmore #34 12.Tayla Relph #8 – TAYCO Motorsport 13.Ornella Ongaro #28 – Team Flembbo PL Performances 14.Luna Hirano #44 – Team Luna 15.Jessica Howden #52 – Team Trasimeno 16. Lucy Michel #16 – TSL-Racing 17.Chun Mei Liu #33 – WT Racing Team Taiwan 18.Roberta Ponziani #96 – Yamaha Motoxracing WCR Team 19.Emily Bondi #4 – YART Zelos

Pirelli ร่วมซัพพอร์ตการแข่งสองล้อ กว่า 150 รายการทั่วโลก พีเรลลี นั้นพร้อมสำหรับการท้าทายในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ในฤดูกาลใหม่แล้ว หลังประกาศว่า Pirelli ร่วมซัพพอร์ตการแข่งสองล้อ รวมแล้วกว่า 150 รายการทั่วโลก ภายหลังจากที่ได้เข้าร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 บริษัทยางสัญชาติอิตาลีจะได้มีโอกาสนำปรัชญาของตัวเองที่เป็นวลีอันลือชื่อว่า “We sell what we race, we race what we sell” (เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย) ไปสู่แพ็ดด็อกแห่งใหม่ เป็นเพราะว่าทางค่ายจะนำยางที่ขายให้กับคนทั่วไป ไม่ใช่ยางโปรโตไทป์ ทั้งนี้ยางของพวกเขาพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและใช้ในการแข่งขัน WorldSBK มาแล้วกว่า 20 ฤดูกาล เป็นการแข่งที่เปรียบเสมือนกับแล็ปทดลองแบบกลางแจ้งที่ช่วยให้ทางค่ายยางดังกล่าวพัฒนายางมาโดยตลอด ซึ่งจะซัพพอร์ตยางในกลุ่มเรซซิ่งหรือยางในตระกูล DIABLO นั่นเอง นอกจากรายการสองล้อรถโปรโตไทป์แล้วทาง Pirelli เองจะยังเป็นผู้ซัพพอร์ตยางแต่เพียงผู้เดียวให้กับรายการ FIM Women’s Motorcycling World Championship หรือ WorldWCR และการแข่งขันทาเลนต์คัพรายการอื่น ๆ ที่มุ้งเน้นการสร้างนักแข่งหน้าใหม่เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นส่วนนึงของโครงการ Dorna’s Road to MotoGP หรือเป็นการปั้นนักแข่งดาวรุ่งดวงใหม่สู่โมโตจีพีนั่นเอง การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ต่าง ๆ ที่พีเรลลีเข้าร่วมสนับสนุนในปี 2024 นั้น รวม ๆ กันแล้วมีมากกว่า 150 รายการเลยทีเดียว มีทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ซึ่งการแข่งขันทางเรียบนั้นนอกจากที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีการเข้าร่วมสนับสนุนในรายการระดับชาติ เช่น British Superbike (ซึ่งสนับสนุนแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่ปี 2008) German IDM Championship และ French Superbike Championship เป็นต้น ส่วนพันธะสัญญาทีพีเรลลีมีต่อการแข่งขันออฟโร้ดนั้นก็มีหลายรายการเช่นกัน เช่น FIM Motocross World Championship หรือ MXGP ที่จัดการแข่งขันโดย Infront ซึ่งพีเรลลี่มีส่วนให้นักแข่งคว้าแชมป์โลกในรายการนี้มาแล้วกว่า 81 สมัย และจะเป็นผู้สนับสนุนยางอย่างเป็นทางการจนถึงปี 2025 Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายแข่งขันมอเตอร์ไซค์จากทาง Pirelli กล่าวว่า “พันธะสัญญาของเราในปีนี้ที่มีต่อการแข่งขันมอเตอร์ไซค์นั้นเข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา จากการที่เราเข้าไปเป็นผู้ซัพพอร์ตยางแต่เพียงผู้เดียวในรายการ Moto2 และ Moto3 ตลอดไปจนถึงรายการทาเลนต์คัพอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนนึงของโครงการ Dorna Road to MotoGP และในรายการ FIM Women’s Motorcycling World Championship อีกด้วย” “นอกจากนี้ผู้คนยังจดจำเราในฐานะที่เราเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกับความถูกต้องสมบูรณ์ในผลิตภัณฑ์และการทำงานของเรา ซึ่งเราทุ่มเททำงานมาตลอดหลายปีในการแข่งขัน FIM Superbike World Championship, Motocross World Championship และในรายการระดับชาติอื่น ๆ อีกมากมาย” “เรายังจะนำปรัชญาของเราไปเผยแพร่สู่รายการแข่งขันใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการเน้นยำแนวคิด ‘from track to road’ (จากสนามแข่งสู่ท้องถนน) ซึ่งในกรณีของเรานั้นไม่จำเป็นจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะยางที่นักแข่งใช้ไม่ใช่ยางต้นแบบ แต่เป็นยางเดียวกันกับที่นักบิดมอเตอร์ไซค์สามารถหาซื้อได้ ในอนาคตเราจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยความกระตือรือร้น ด้วยทีมที่เหนียวแน่น และด้วยวิธีการทำงานที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่าง” Moto2 และ Moto3 พื้นที่ใหม่ของความท้าทาย การแข่งขันรอบ Qatar Grand Prix (8-10 มีนาคม) จะเป็นจุดเริ่มต้นเปิดตัวการแข่งขันอย่างเป็นทางการของพีเรลลีกับการแข่ง Moto2 และ Moto3 หลังจากการทดสอบส่วนตัวในเดือนกันยายนที่ Barcelona ตามมาด้วยการทดสอบอย่างเป็นทางการสำหรับฤดูกาล 2024 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ Valencia ซึ่งนักแข่งสามารถทำสถิติเวลาแล็ปได้ ด้วยแผนการของบริษัท การแข่งขันทั้ง 2 คลาสนี้จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาแบรนด์พีเรลลีทั้งในแง่ของการเติบโตทางการตลาดและการเติบโตทางเทคโนโลยี นักแข่งจะสามารถวางใจในยางสลิก Diablo SuperBike และยางฝน Diablo Rain ที่เคยผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้ว ซึ่งตัวยางทั้งสองเคยมีนักแข่งจากทุกรุ่นการแข่งขัน WorldSBK ตลอดไปจนถึงการแข่งขันในระดับชาติรายการอื่น ๆ ใช้งานจนประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นเวลาหลายฤดูกาล ทั้งนี้นักแข่ง Moto2 จะใช้ยางหน้าแบบสลิก ที่มีขนาด 125/70 R17 โดยมีคอมปาวด์ให้เลือกเป็น SC1 และ

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 และนี่คือ 5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 ที่ทำให้เกมการแข่งขันนั้นยุติธรรมและท้าทายมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนกฏและกติกาการแข่งขัน งานนี้บอกเลยค่ายแดงจะเป็นแชมป์อีกสมัยไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ จุดแรกคือ การถ่วงน้ำหนัก จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลมากที่สุดเรื่องนึงต่อการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนัก โดยนักแข่งจะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถของพวกเขาหากว่าพวกเขามีน้ำหนักตัวเบากว่าน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิงที่ว่าคือ 80 กิโลกรัม โดยมีเกณฑ์การถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัมทุก ๆ น้ำหนักตัวของนักแข่งที่เบากว่าเกณฑ์ 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่น หากนักแข่งคนนึงน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม เมื่อคำนวณแล้วถือว่าเบากว่ามาตรฐานอ้างอิง 10 กิโลกรัม ก็จะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมนั่นเอง แต่ทั้งนี้จะมีการถ่วงน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 10 กิโลกรัม งานนี้ใครตัวเล็กก็จะต้องถ่วงกันเยอะหน่อย และแน่นอนว่าแชมป์โลกอย่าง Alvaro Bautista จะต้องโดนถ่วงน้ำหนักที่รถมากแน่นอน จุดที่ 2 คือ ลดปริมาณน้ำมัน เรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการลดความจุของถังน้ำมันให้เหลือเพียง 21 ลิตรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีการทดสอบบางอย่างเพื่อนำไปใช้ประเมินเรื่องการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2025 นอกจากนี้การแข่งขันต้องใช้น้ำมันที่เปลี่ยนไป โดยน้ำมันใหม่นี้จะต้องมีส่วนผสมน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิลในอัตราส่วน 40% เพื่อมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผลต่อการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์อย่างมาก เพราะจะต้องทำให้เครื่องยนต์นั้นยังคงทำงานได้ดีจากน้ำมันผสมใหม่นี้ จุดที่ 3 กระบวนการคำนวณแต้มต่อใหม่ แต้มต่อที่ว่านี้คือ Concession Point นั่นเอง ซึ่งทางสมาพันธ์จะใช้แต้มต่อที่ว่านี้ในการรักษาบาลานซ์ในการแข่งขัน ไม่ให้มีรถจากค่ายใดค่ายนึงมีความได้เปรียบเสียเปรียบมากเกินไป เพื่อให้เกมการแข่งขันมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าจะมีจุดเช็คพอยต์เพื่อคำนวณแต้มต่อที่ว่านี้ทุก 2 สนาม จากเดิม 3 สนาม และการแข่งซูเปอร์โพลเรซก็จะมีแต้มตัวนี้ด้วยเหมือนกัน จากเดิมที่ไม่มีในรอบซูเปอร์โพลเรซ ซึ่งเริ่มต้นทุกทีมจะมี 0 คะแนน และ เมื่อถึงเช็คพอยต์ค่ายรถใดที่มีแต้มนี้น้อยกว่าค่ายใดที่ได้มากที่สุดตั้งแต่ 33 คะแนนขึ้นไปจะถูกประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ปรับแต่งได้ ซึ่งจากเดิมแค่เรื่องของแชสซี แต่ตอนนี้รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมที่ได้อันดับน้อย ๆ หรือแข่งขันกับค่ายอื่นไม่ได้ มีโอกาสทำคะแนนได้มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้จะมีสูตรการคำนวณที่ซับซ้อนพอสมควรเลยทีเดียว จุดที่ 4 การลงโทษแบบใหม่ จะมีบทลงโทษใหม่สำหรับคนที่ใช้เครื่องยนต์เกินจำนวนที่อนุญาต นักแข่งที่ทำผิดจะต้องออกสตาร์ทจากท้ายของกริดและต้องวิ่งลองแล็ป (Long Lap) จำนวน 2 แล็ปด้วยกัน จากเดิมที่ให้ออกสตาร์ทจากพิทเลนโดยนักแข่งจะออกจากพิทเลนได้ต่อเมื่อไฟเขียวติดขึ้นหลังจากที่นักแข่งทุกคนได้เลยผ่านทางออกพิทไปแล้ว จุดที่ 5 เปลี่ยนเรื่องตำแหน่งกริดในเรซที่ 2 จริง ๆ จุดที่ 5 นี้ก็ไม่ใช่ของ WorldSBK โดยตรง แต่จะเป็นการแข่งขันซัพพอร์ตรายการอื่น ๆ ที่แข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์เดียวกันต่างหาก ซึ่งก็คือรายการ WorldSSP, WorldSSP300 และ WorldWCR ซึ่งตอนนี้ตำแหน่งกริดสตาร์ทของเรซที่ 2 จะยึดตามสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดของ Race ที่ 1 แทน ส่วนกริดสตาร์ทเรซที่ 1 จะยังคงยึดลำดับจากรอบซูเปอร์โพลตามเดิม โดยนักแข่งที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด 9 อันดับแรก ก็จะออกสตาร์ทเป็นกลุ่มแรกตามลำดับในเรซที่ 2 ส่วนอันดับที่เหลือจะอิงตามผลของซูเปอร์โพลตามเดิม งานนี้บอกเลยว่าเกมการแข่งขันจะสนุกและสูสีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน แชมป์อาจจะมีการเปลี่ยนมือก็ได้ ทีมที่ด้อยกว่าก็จะมีโอกาสได้พัฒนามากขึ้น และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามเชียร์กันด้วยนะ โดยเฉพาะรุ่น WorldSSP จะมีนักแข่งชาวไทยลงแข่งขันภายใต้ทีม Yamaha Thailand Racing Team ด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 Yamaha Thailand Racing Team พร้อมลุยศึกระดับโลก ถึงคราวทางฝั่งของค่ายส้อมเสียง กับอีเว้นต์สำคัญประจำปีต่อเนื่องหลังจากที่ได้เปิดแผนการดำเนินงานไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในปี 2024 Yamaha Thailand Racing Team ควบกับพันธมิตรพร้อมนักแข่ง ร่วมเปิดตัวม้าศึก Yamaha YZF-R6 และ YZF-R3 ลุยศึกมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับปีนี้ Yamaha Thailand Racing Team พร้อมรันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยสู่เวทีระดับโลก จับคู่ “ตี-อนุภาพ” และ “ไอเดีย-กฤตภัทร” เข้าร่วมชิงชัยในเกม World SuperSport เต็มฤดูกาลอีกครั้ง ส่วนศึกชิงแชมป์เอเชียส่ง “แสตมป์-อภิวัฒน์” และ “โฟลท-รัฐพงษ์” ทวงบัลลังก์ SuperSport 600 พร้อมดันดาวรุ่ง “เติ้ล-วรพรต” เสริมประสบการณ์ในเกม Yamaha R3 bLU cRU FIM World Cup คุณพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในปี 2024 นี้ ทีมแข่งยังคงมุ่งมั่นพร้อมเดินหน้าทำการแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกรายการ WorldSBK ในรุ่น WorldSSP แบบเต็มฤดูกาลอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากปีที่ผ่านมาสามารถแสดงศักยภาพของทีมแข่งเมืองไทยจนได้รับการยอมรับจากทีมแข่งระดับโลกมาแล้ว โดยในปีนี้ทางทีมพร้อมส่ง ตี-อนุภาพ ซามูล (หมายเลข 51) ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่องเดินหน้าลงชิงชัยเป็นฤดูกาลที่ 2 และจะจับคู่กับทีมเมทดาวรุ่งรุ่นน้องอย่าง ไอเดีย-กฤตภัทร เขื่อนคำ (หมายเลข 39) ที่ผ่านเกมการแข่งขันระดับโลกด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ดมาแล้ว ทั้งรายการ MotoGP ที่สนามช้างฯ ประเทศไทย และการแข่งขัน World SuperSport ในยุโรปในปีที่ผ่านมา” คุณวีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกีฬายานยนต์ กล่าวว่า “ทั้งนี้ทางทีมยังคงให้ความสำคัญกับพร้อมพัฒนาทีมงานแมคคานิกส์และเอ็นจิเนียร์คนไทย พร้อมส่งช่างคนไทยแสดงศักยภาพในการทำงานร่วมกับทีมแข่งในเวทีชิงแชมป์โลก เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากเกมระดับเวิลด์คลาสมาพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยต่อไปในอนาคตอีกด้วย โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 แสตมป์ – อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 ส่วนเกมการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปเอเชียรายการ FIM Asia Road Racing Championship ในปีนี้ ทางทีมตั้งเป้ากลับมาทวงบัลลังก์แชมป์เอเชียรุ่น SuperSport 600 อีกครั้ง โดยส่งคู่หูทีมเมทที่มีดีกรีแชมป์เอเชียอย่าง โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ ยังลงแข่งขันในรุ่น SuperSport 600 และ แสตมป์ – อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จะลงแข่งขันให้กับทีม Yamaha Tekhne Racing Team ASEAN ด้วยสัญญาแห่งความร่วมมือกันระหว่างทีมแข่งในไทยกับทาง Yamaha Motor และพันธมิตร Yamaha Team Asean สำหรับการชิงชัยในรายการ Yamaha R3 bLU cRU European Championship ที่ในปีนี้ทาง FIM และ Dorna DWO ได้ยกระดับการแข่งขันจากระดับทวีปเป็นการแข่งขันในระดับ World Cup โดยใช้ชื่อรายการว่า Yamaha R3 bLU cRU FIM World Cup ทางทีมแข่งพร้อมส่งดาวรุ่งอย่าง เติ้ล – วรพรต ทองดอนเหมือน (หมายเลข 54) เป็นตัวแทนนักบิดของประเทศไทยเข้าร่วมความท้าทายครั้งใหม่เพื่อเป็นบันไดก้าวสู่เกมการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นทางทีมยังพร้อมให้การพัฒนานักแข่งดาวรุ่งใหม่เข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตไทย โดยจะทำการสานต่อโครงการการแข่งขัน Yamaha R3 bLU cRU Thailand Cup ต่อไป โดยทั้งนี้ Yamaha Motor ได้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมของทีมแข่งไทยในการที่จะยกระดับพัฒนาโครงการที่อยู่ในระดับ Thailand Cup ขึ้นเป็นเกมระดับแชมเปียนชิพใหม่ของทวีปเอเชีย ภายใต้ชื่อรายการ Yamaha R3 bLU cRU Asia-Pacific

แสตมป์ อภิวัฒน์ เตรียมลุยใหญ่ใน ARRC 2024 เรียกขวัญกำลังใจเจ้าตัวและแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต สำหรับแสตมป์ อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดดาวรุ่งชาวไทยจาก Yamaha Thailand Racing Team จะทำการลงแข่งขันดวลความเร็วในศึก Asia Road Racing Championship 2024 ในรุ่น Supersports 600 พร้อมหมายเลข 24 และม้าศึกคู่ใจ YZF-R6 ที่จะทำการเก็บแต้มคะแนนสะสม และชิงชัยในปีนี้ โดยฤดูกาลนี้ “แสตมป์” จะร่วมลงแข่งขันให้กับทีม Yamaha Tekhne Racing Team ASEAN ในรุ่น 600 ซีซี พร้อมนักบิดทีมเมทชาวฟิลิปปินส์อย่าง Mckinley Kyle Paz #23 พร้อมกันนี้ทางทีมยังได้ส่งแข่งขันในรุ่น Asia Superbike 1000 พร้อมนักแข่งอย่าง Kasma Daniel Kasmayudin #27 จากมาเลเซีย และ Soichiro Minamimoto #22 จากญี่ปุ่น ที่จะใช้รถแข่ง YZF-R1M ลงแข่งขันในครั้งนี้แบบเต็มฤดูกาล เรามาพูดถึงเจ้าตัวแสตมป์กันบ้างดีกว่า โดยล่าสุดมีการโพสเพจเฟสบุ๊คส่วนตัวในวันที่ 8 ก.พ. 67 ที่ผ่านมา สำหรับการเปิดตัวทีมพร้อมลงแข่งขันอย่างเป็นทางการ จึงสามารถคาดได้ว่า “แสตมป์” กลับมามีสภาพร่างกายเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่อาร์มปั๊มและเข้ารับการผ่าตัดรักษาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้เคยเข้าร่วม Yamaha VR46 Master Camp ร่วมกับนักบิดทีมเมททั้ง 3 คนอีกด้วย และประสบความสำเร็จในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกทั้ง Moto2, Moto3 ยังรวมไปถึงรายการระดับเอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย สำหรับแฟน ๆ สามารถเชียร์และเป็นกำลังใจให้ “แสตมป์” ในการแข่งขันครั้งนี้ ก็ขอลุ้นให้ได้โพเดียมทุกสนาม เก็บคะแนนสะสมติดท็อปตารางและคว้าแชมป์มาให้ได้นะครับ สำหรับการแข่งขัน Asia Road Racing 2024 ในเรซแรกจะจัดขึ้นที่ ช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 15-17 มีนาคม 2567 นี้ โดยสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง FB: Asia Road Racing Championship มาร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจให้นักแข่งและทีมงาน Yamaha Thailand Racing Team สามารถติดตามข่าวสารกีฬามอเตอร์สปอร์ตแบบเจาะลึกได้ที่ FB: Yamaha Thailand Racing Team อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bulega เฉิดฉาย ทำเวลามาที่ 1 กับการซ้อมวันแรกที่ Jerez ถึงช่วงเวลาสำคัญของทุก ๆ ทีมในการแข่งขัน WorldSBK ช่วงที่นักแข่งและทีมจะได้เตรียมการสำหรับฤดูกาลใหม่ จะมีคนที่ดีใจกับผลการซ้อมในวันแรก และจะมีคนที่ต้องเครียดและต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักในช่วงค่ำคืน และ Bulega เฉิดฉาย ทำเวลามาที่ 1 กับการซ้อมวันแรกที่ Jerez Nicolo Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) อาจจะเป็นหน้าใหม่ใน WorldSBK แต่หลาย ๆ สายตาก็ต้องจับจ้องไปที่เขา หลังจากทำผลงานการทดสอบได้น่าประทับใจ ปัจจุบันเขามีดีกรีเป็นแชมป์โลก WorldSSP ที่ทะยานขึ้นมาในระดับที่สูงขึ้นและขโมยพื้นที่ข่าวไปจากสื่อได้มากมาย โดยเขาสามารถทำเวลาแล็ปได้ดีกว่าที่ 2 อย่างชัดเจน และเกือบจะทำลายสถิติเวลาสนามหลังจากที่เขาได้ใช้ยาง SCQ แบบเต็มสมรรถนะในชั่วโมงสุดท้ายของวัน ขณะที่ทีมเมตอย่าง Alvaro Bautista ทำเวลาได้แค่อันดับ 10 เท่านั้น เด็กใหม่มันร้ายแต่แชมป์ 2 สมัยรวด เจอปัญหากฎใหม่ Bulega ทำเวลาซ้อมวันแรกได้เวลาอันดับ 1 ด้วยสถิติ 1’38.292 นาทีด้วยยาง SCQ โดยได้สถิติเวลานี้มาในช่วงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่รถจะเกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่ก็ซ้อมไปได้ถึง 71 แล็ปแล้ว ด้านแชมป์เองก็พยายามหาวิธีที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการต้องถ่วงน้ำหนักเนื่องจากกติกาเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ส่วนทีมอิสระที่ใช้รถดูคาติ ก็จะมีทางด้านของ Andrea Iannone (Team GoEleven) ที่ทำเวลาได้อันดับที่ 7 หลังจากซ้อมไปทั้งหมด 67 แล็ป ด้วยการพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวกับรถ Panigale V4 R ขณะที่ Danilo Petrucci (BARNI Spark Racing Team) ได้อันดับ 9 ด้วยเวลา 1’39.773 นาที โดยนักแข่งหมายเลขเก้าผู้นี้พยายามลองใช้เบาะนั่งแบบต่ำเพื่อช่วยในเรื่องของจุดศูนย์ถ่วงของรถ และพยายามหาผลลัพธ์ที่จะได้จากการทดลองในครั้งนี้ และกดไปทั้งหมด 66 แล็ป มาถึงคนสุดท้ายอย่าง Sam Lowes (ELF Marc VDS Racing Team) ทำเวลาได้อันดับที่ 15 โดยเขายังคงต้องปรับตัวจากเดิมที่เคยแข่ง Moto2 มาและต้องย้ายมาแข่งในรายการนี้ โดยทำเวลาได้ดีที่สุดที่ 1’40.133 นาทีหลังจากหวดไป 82 แล็ป Alex Lowes ได้ซ้อมไม่เยอะแต่เวลามาดี ทางด้านของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่แม้ว่าจะรู้สึกว่าอาการไม่ค่อยดีและลงซ้อมไปแค่เพียง 31 แล็ป แต่ก็สามารถทำเวลาได้ดีเป็นอันดับที่ 2 เลยทีเดียว ด้วยเวลา 1’39.474 นาที ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นผู้นำจากฝากฝั่งคาวาซากิ โดยเขาได้ลองใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ และจะใช้ในการแข่งขันที่ Portimao ในสัปดาห์หน้าอีกด้วย ซึ่งชิ้นส่วนใหม่ ๆ ที่ว่านั้นรวมไปถึงโช้คใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตำแหน่งของเบาะและถังน้ำมัน ส่วนทีมเมทใหม่ของเขาอย่าง Axel Bassani จบที่อันดับที่ 14 หลังจากทำเวลาได้ที่ 1’40.059 นาที เพราะยังคงต้องทำความคุ้นเคยกับ ZX-10RR และเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียงนั่นเอง โดยนักแข่งหมายเลข #47 ซ้อมไปทั้งหมด 77 แล็ปด้วยกัน ขณะที่นักแข่งอิสระที่ใช้รถคาวาซากิเพียงคนเดียวอย่าง Tito Rabat (Kawasaki Puccetti Racing) ทำอันดับเวลาได้ที่ 17 ซึ่งนักแข่งสเปนผู้นี้ใช้รถจากทีมโรงงานที่ทำสัญญากับทาง KRT มาเพื่อหวังที่จะเก็บข้อมูลให้ได้มากและข้อมูลนั้นจะช่วยให้เขาพัฒนาไปอีกก้าวและไปได้เร็วกว่านี้ BMW ก็แรงนะได้อันดับดีติด 1 ใน 4 ถึงสองคน มันเป็นวันที่ยุ่งเหยิง แต่น่าประทับใจสำหรับ BMW โดยมีรถมากถึง 10 คันกับนักบิด 6 ชีวิตที่จะมาเก็บเกี่ยวข้อมูล โดยมีทีมทดสอบมาลงซ้อมร่วมไปกับทีมโรงงานอย่าง ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team และ Bonovo Action BMW โดย Toprak Razgatlioglu คว้าอันดับที่ 3

Gresini Racing Team เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2024 แล้ว และนี่คือรถแข่ง MotoGP 2024 ของ Gresini Racing Team ที่ปีนี้มี Marc Marquez เป็นส่วนนึงของทีมและพร้อมที่จะเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน งานเปิดตัวทีมแข่งของทางเกรสินีเรซซิ่งทีมนั้นจัดขึ้นที่ Cocoricò disco ใน Riccione ประเทศอิตาลีเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ไกลจากสนามแข่ง Misano ที่เป็นสถานที่ ๆ Marc ได้ชัยในการแข่งขัน MotoGP เมื่อปี 2021 ตัวรถแข่งยังคงใช้ชุดสีคล้ายกันกับปีที่แล้ว โดยยังเป็นสีฟ้าอ่อนตัดด้วยสีแดง ซึ่งทางทีมใช้สีนี้มาสองฤดูกาลแล้ว โดยทางทีมมีผลงานคว้าชัยมาแล้ว 5 ครั้งจากอดีตนักแข่งของทางทีมอย่าง Enea Bastianini (4 ครั้งในปี 2022) และ Fabio di Giannantonio (1 ครั้งในปี 2023) แม้ทางทีมจะมี Marc Marquez มาอยู่ในทีม แต่ก็ไม่ได้มีไตเติ้ลสปอนเซอร์อะไรตามมามีผลกับชื่อทีม (อย่าง Red Bull มีเพียงแต่สปอนเซอร์ส่วนบุคคลเท่านั้นที่ยังคงต่อเนื่องมา) รถของ Alex ใช้หมายเลข 73 สีน้ำเงิน และของ Marc จะเป็น 93 สีแดงอ่อน ๆ สองพี่น้องจะได้ขี่รถแข่ง GP23 เหมือนกับทาง Marco Bezzecchi และ Fabio di Giannantonio ส่วน Francesco Bagnaia และเพื่อนร่วมทีมอย่าง Bastianini และ นักแข่งจากทีม Pramac ที่มี Jorge Martin และ Franco Morbidelli จะได้ขี่ GP24 ซึ่งสำหรับ Marc แล้วการที่เขาไม่ได้ชัยชนะจากการแข่งขันเลยตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2021 นั้นน่าจะทำให้เข้าหมดความอดทนกับทางฮอนด้า เมื่อบวกรวมกับอีก 1 ปีแห่งความทนมารจากการล้มมากถึง 29 ครั้ง แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่ใช้รถฮอนด้าแล้วได้ผลงานดีที่สุดก็ตาม (อันดับ 14) ทางด้าน Alex เองหลังจากที่เข้าร่วมกับทีมเมื่อปีที่แล้ว และเริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของทางทีม แน่นอนว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ Marc ตัดสินใจครั้งใหญ่ และทำให้นักแข่งวัยสามสิบปีผู้นี้มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าได้อีกครั้งหลังจากที่ได้ลองสัมภาษณ์กับ Desmosedici GP เป็นครั้งแรกในการทดสอบทที่ Valencia เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการทดสอบเขาทำเวลาได้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 และกลายเป็นตัวเต็งสำหรับชิงแชมป์ในปี 2024 แล้วเรียบร้อย แม้ว่าเขาจะยืนยันว่ามันยังไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดว่านี่คือผลสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ กระทั่งเขาจะชนะได้อีกครั้ง สำหรับปี 2024 นี้เป็นปีที่ 5 ของเขาในการแข่งขันระดับสูงสุด โดยเขาเปิดตัวเคียงข้างกับ Marc กับทีม Repsol Honda ในปี 2020 ตอนที่พี่ชายไม่ได้แข่งขันเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนและตามหลอกหลอนเขามาจนกลางปี 2022 ตอนนี้ Marc ร่วมทีมกับน้องชายของเขา หลังจากที่คนน้องมีฤดูกาลที่ย่ำแย่กับทาง LCR โดยนักแข่งวัย 27 ผู้นี้มีผลงานคว้าชัยในสปรินท์เรซ 2 ครั้ง โพเดี้ยม 2 ครั้ง และได้ตำแหน่งโพลและจบที่อันดับที่ 9 บนตารางคะแนนรวมกับ Desmosedici แม้ว่าเขาจะพลาดการแข่งที่อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซียเนื่องจากซี่โครงร้าว หลังจากนี้สองพี่น้องมาร์เกวซจะกลับลงสนามอีกครั้งกับรถในชุดสี 2024 ในช่วงการทดสอบอย่างเป็นทางการที่เซปังช่วงวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์นี้ โดยการเปิดตัวทีมแข่ง MotoGP ของทางเกรสินีถือเป็นทีมแรกเลยที่ทำการเปิดตัวทีมแข่งในฤดูกาลนี้ โดยจะมีคิวของ Ducati Lenovo, VR46 Ducati และ Trackhouse Aprilia ตามมาในสัปดาห์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เปิดตัวทีมแข่ง WorldSBK 2024 แล้ว ก่อนที่การแข่งขันนัดเปิดฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้นในอีกเดือนกว่า ๆ ข้างหน้าทาง BMW เปิดตัวทีมแข่ง WorldSBK 2024 อย่างเป็นทางการก่อนใคร โดยเปิดตัวทีมแข่งของทางทีมโรงงานทั้งสองทีมพร้อมกัน ทีมแข่งทั้งสองทีมที่ว่านั้นก็คือ ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team และ Bonovo action BMW Racing Team พร้อมกันกับนักแข่ง 4 คน ได้แก่ Toprak Razgatlioglu (ตุรกี), Michael van der Mark (เนเธอร์แลนด์), Scott Redding (อังกฤษ) และ Garrett Gerloff (อเมริกา) พร้อมเผย M1000RR ตัวแข่งประจำปีนี้ที่โรงงานที่เบอร์ลิน ศูนย์กลางหลักของการผลิตรถของบีเอ็มดับเบิลยูนั่นเอง โดยทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team มาโทนสีดำจะมีนักแข่งเป็น Toprak Razgatlioglu #54 และ Michael van der Mark #60 ส่วนทีม Bonovo action BMW Racing Team มาในโทนสีขาวจะเป็น Scott Redding #45 และ Garrett Gerloff #31 ซึ่งหลัก ๆ ของทั้งสองทีมก็จะได้รับการซัพพอร์ตจากทางโรงงานเหมือน ๆ กัน แต่ไปแตกต่างกันที่สปอนเซอร์ของแต่ละทีมเท่านั้น สุดท้ายนี้สำหรับการเตรียมการรับมือการแข่งขันในฤดูกาล 2024 นี้ทางแผนกมอเตอร์สปอร์ต ทีมทั้งสองทีม และนักแข่งจะได้กลับไปสนามแข่งเร็ว ๆ นี้ โดยจะมีการทดสอบครั้งต่อไปที่ Jerez de la Frontera ประเทศสเปนในวันที่ 24 – 25 มกราคมนี้ ส่วนการแข่งขันสนามแรกจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ที่ Phillip Island ประเทศออสเตรเลีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 ใครบ้างที่ต้องจับตามอง ครั้งนี้เราจะมาดูกันครับว่าในการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 ใครบ้างที่ต้องจับตามอง นักแข่งคนไหนมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ และใครเป็นใครน่าสนใจแค่ไหน บทความนี้จะมาพูดคุยบอกเล่ากันครับ Alvaro Bautista, Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea คือนักแข่งสามคนที่ถูก จับตามอง! มากที่สุดในรายการ WorldSBK เพราะทุกคนมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์โลก จากโปรไฟล์และผลงานที่ผ่านมา ๆ และทั้งสามคนล้วนมีดีกรีแชมป์โลกมาก่อนแล้วทั้งนั้น เตรียมตัวที่จะทดสอบอย่างเป็นทางการก่อนที่จะเปิดฤดูกาลใหม่ 2024 กันที่ Jerez ประเทศสเปนภายในเดือนมกราคมนี้ Ducati แน่นอนว่าทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ Bautista ว่าในฤดูกาลนี้เขาจะสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 มาได้หรือไม่ และนักแข่งสเปนผู้นี้จะทำเวลาในการทดสอบออกมาได้ดีหรือไม่ และในปีนี้เขาจะมีทีมเมตคนใหม่อย่าง Nicolo Bulega โดยจะได้ลองขี่รถใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เขาเลื่อนชั้นขึ้นมาหลังจากเป็นแชมป์โลกใน WorldSSP เมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Danilo Petrucci (Barni Spark) Andrea Iannone (GoEleven) ที่เพิ่งกลับมาหลังจากโดนโทษแบนเรื่องสารต้องห้าม Sam Lowes (Marc VDS) และ Michael Ruben Rinaldi (Motocorsa Ducati) เองก็จะลงทดสอบด้วยเช่นกัน Yamaha ทางด้านของ Yamaha มีนักแข่งบิ๊กเนมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างกรณี Jonathan Rea ที่ย้ายค่ายเปลี่ยนสีไปอยู่กับทีมโรงงานของยามาฮ่าเป็นครั้งแรก หลังเป็นแชมป์โลกกับอีกค่ายมามากถึง 6 สมัย โดยลงซ้อมกับ Andrea Locatelli ทีมเมทของเขา ด้าน Dominique Aegerter และ Remy Gardner จากทีม GYTR GRT Yamaha WorldSBK เองก็ลงแข่งขัน โดยมีหน้าใหม่อย่าง Phillip Oettl แข่งให้กับทีม GMT94 Yamaha BMW แม้ว่าที่ผ่านมาผลงานจะไม่เจิดจรัส แต่ปีนี้จะเป็นค่ายที่ไม่ควรพลาดเชียร์และชม โดยปีนี้ค่ายใบพัดสีฟ้าจะมีลุ้นแชมป์ได้มากขึ้นหลังจากการย้ายเข้ามาของ Razgatlioglu ที่ครั้งนี้เขาจะได้ลองรถ M1000RR ของเขาอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าในการทดสอบครั้งแรกเขาจะได้ทดสอบน้อยไปหน่อยเนื่องจากสภาพอากาศแย่ แต่ครั้งนี้แชมป์โลกปี 2021 ผู้นี้จะได้โชว์ศักยภาพอีกครั้งครับ ยังมี Michael Van Der Mark, Scott Redding และ Garrett Gerloff ที่สังกัดค่ายเดียวกัน พร้อมกันนี้ยังมีนักทดสอบรถคนใหม่อย่าง Sylvain Guintoli และ Bradley Smith อีกด้วย Honda Iker Lecuona และ Xavi Vierge จะลงซ้อมและเตรียมรถกับ Honda CBR1000RR-R 2024 ซึ่งปรับปรุงมาใหม่ทั้งเรื่องแอโรไดนามิกและเครื่องยนต์ ก็ต้องดูว่าผลงานจะกระเตื่องขึ้นมากน้อยเพียงใด Kawasaki ทางด้านค่ายเขียวก็จะมี Axel Bassani, Alex Lowes แข่งให้กับทีมโรงงาน และ Tito Rabat มาแข่งให้กับทีม Puccetti ซึ่งปีนี้ค่ายเขียวอาจจะดูกร่อยไปเลยเพราะแชมป์โลก 6 สมัยย้ายออกไปแล้ว ทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 งานนี้บิ๊กเนมทั้งสามคนนั้นเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนติดตามอยู่แล้ว แต่ก็มีนักแข่งหน้าใหม่ที่อัปคลาสขึ้นมา นักแข่งที่เพิ่งกลับมาหลังจากโดนโทษ การปรับเปลี่ยนรถใหม่ ดังนั้นการทดสอบอย่างเป็นทางการของรายการนี้เอง แฟน ๆ ทั้งหลายที่ติดตามการแข่งขันรายการนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงพะยะค่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cornejo คว้าชัย Dakar Rally 2024 สเตจ 2 ให้กับ Honda มันช่างเป็นวันที่ดีสำหรับทีม Monster Energy Honda Team เพราะนักแข่งทุกคนในทีมล้วนแล้วแต่จบอยู่ใน 10 อันดับแรก โดยมี José Ignacio Cornejo คว้าชัย Dakar Rally 2024 สเตจ 2 ให้กับ Honda และเป็นชัยชนะสเตจครั้งที่ 7 ของเขา ส่งผลให้เขาขึ้นรั้งอันดับ 2 ในตารางเวลารวม ด้าน Ricky Brabec ออกจากเส้นเป็นคันที่ 2 และทะยานเข้าสู่เวิ้งทะเลทรายยาว 20 กม.อย่างรวดเร็ว ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำทางจะได้เปรียบในเส้นทางของสเตจนี้ ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่ Cornejo ซึ่งถนัดเรื่องเส้นทางที่ซับซ้อนจะสามารถเกาะติดกลุ่มนำอย่าง Ross Branch และ Brabec ได้และขึ้นนำเกือบแทบทั้งสเตจ Pablo Quintanilla เองก็สามารถพาตัวเองเข้าไปเกาะกลุ่มได้ กระทั่งจุดนึงนักแข่งชาวชิลีก็สามารถฉีกห่างออกไปบนทางฝุ่นช่วงภูเขาหินดำ ซึ่งในปี 2024 นี้มีระบบโบนัสใหม่เข้ามามีส่วนสำคัญในการแข่งขัน โดยนักแข่งที่เปิดประเดิมสเตจ 3 คนแรก โดยจะซับเวลาให้ 15 วินาที และเป็น Cornejo ที่ขึ้นนำเป็นส่วนใหญ่ของสเตจแม้จะมีการล้มเบา ๆ อยู่บ้าง จนทำให้ได้โบนัสรวมไป 4 นาที 14 วินาทีไปแบ่งกับ Branch และ Brabec มี Quintanilla จบเป็นอันดับ 3 และ Brabec โชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างดีจบเป็นอันดับ 5 สร้างแรงกดดันให้กับ Ross Branch ที่รั้งตำแหน่งผู้นำตารางเวลารวม โดยมีนักแข่งชาวชิลิจาก Honda รั้งอันดับ 2 ตามหลังเพียง 3 นาทีเท่านั้น อันดับ 3 เป็น Brabec ห่างออกมา 7 วินาที และ Quintanilla 15 วินาทีอยู่ที่อันดับ 4 ด้าน Skyler Howes ยังคงหาจังหวะของตัวเองและค่อย ๆ สร้างความมั่นใจกับรถ Honda CRF450 RALLY และสามารถพาตัวเองมาอยู่ที่อันดับ 8 ของสเตจ ส่วน Adrien Van Beveren จบวันที่อันดับ 9 นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับทีม หลังจากที่ Tosha Schareina รีไทร์ไปเมื่อวาน อย่างไรก็ตามการแข่งขัน Dakar Rally จะยังไปต่อในวันต่อไปกับระยะทางสเตจที่ 3 ที่ 438 กม. และ 295 กม.กับการร่วมมือกันเนื่องจากนักแข่งจะต้องเผชิญหน้ากับเส้นทางบนทะเลทรายที่หลากหลาย ทั้งเนินทรายและสภาพเส้นทางที่ยากลำบากซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับยางได้ในยามที่เขาต้องขี่ลึกเข้าไปในใจกลางซาอุดิอาระเบียไปยัง Al Salamiya และยังมีอุปสรรคอีกอย่างคือการที่ทีมช่างจะมีเวลาแค่เพียง 2 ชั่วโมงในการทำงานกับรถในช่วงเย็นก่อนที่พวกเขาจะต้องส่งรถไปยังปาร์คเฟิร์มที่ค่ายพักชั่วคราว งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่า Honda จะยังคงรักษาฟอร์มสุดยอดแบบนี้ไว้ได้หรือไม่กันครับ สำหรับผมเองก็คิดว่าก็ต้องดูกันยาว ๆ ครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะการเป็นแชมป์สเตจไม่ได้หมายความว่าจะได้ชัยชนะในระยะยาว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tosha ควบ Honda คว้าชัย Dakar Rally 2024 สเตจแรก Tosha ควบ Honda คว้าชัย Dakar Rally 2024 สเตจแรก สร้างผลงานกระหึ่มเปิดประเดิมศึกสุดโหดหินแห่งท้องทะเลทรายได้อย่างสวยหรู “โทชาร์ ชาร์เรนา” (Tosha Schareina) จากทีม Monster Energy Honda Team ควบรถแข่ง Honda CRF450 Rally หมายเลข 68 คว้าชัยแข่งจัดอันดับเปิดสนาม จากการแข่งขันสุดหฤโหด ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนระอุของภูมิประเทศทะเลทราย ที่ อัลลูลา (Alula) ประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ชัยในครั้งนี้ถือชัยชนะแรกของเจ้าตัว ขณะที่ “เอเดียน ฟาน เบเวอเรน” (Adrien Van Beveren) และ “พาโบล ควินตานินญ่า” (Pablo Quintanilla) ทีมเมท สามารถควบรถแข่ง Honda CRF450 Rally จบในอันดับที่ 4 และ 7 ตามลำดับ ทั้งนี้การแข่งขันรายการนี้จะแข่งกันทั้งสิ้น 12 สเตจ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุของทะเลทรายในประเทศซาอุดิอาระเบีย รวมระยะทางกว่า 7,891 กิโลเมตร สามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้า ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เปิดแผนกใหม่ กรุยทางสู้ทางฝุ่นโลก ล่าสุดหลังจากที่ทางดูคาติได้มีการทาบทามมือดีระดับโลกแห่งวงการทางฝุ่นอย่าง Antonio Cairoli อดีตแชมป์โลก MXGP หลายสมัยชาวอิตาลีกับทาง KTM และอดีตมือเทสต์ของทางค่าย รวมถึงการได้ประกาศเตรียมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่เกี่ยวกับรถออฟโร้ดที่เราจะได้เห็นกันในอนาคตอันใกล้นี้ มาตอนนี้ Ducati เปิดแผนกใหม่ กรุยทางสู้ทางฝุ่นโลกกับ Ducati Corse Off-Road เพื่อดูแลการแข่งขันในรูปแบบของทางฝุ่นหรือโมโตครอสนั่นเอง สำหรับแผนกใหม่นี้จะมี Paolo Ciabatti ที่เคยบริหารจัดการในฝากการแข่งขันทางเรียบแต่เดิมมาเป็นผู้จัดการทั่วไป และมี Mauro Grassilli มาเป็นหัวหน้าฝ่ายกีฬา การตลาดและการสื่อสาร ซึ่งตามที่ดูคาติได้ประกาศที่จะเปิดตัวโมเดลใหม่ในตระกูลออฟโร้ดและจะใช้ในการแข่งขันโมโตครอสระดับชาติในช่วงต้นปี 2024 และจะพัฒนารถโปรโตไทป์คันใหม่ขนาด 450 ซีซีด้วยการฝากความหวังไว้กับ Alessandro Lupino กับทาง Antonio Cairoli ซึ่งก็จะมีแผนกใหม่นี่แหละคอยดูแลบริหารจัดการต่าง ๆ รวมไปถึงการช่วยสนับสนุนและเข้าร่วมแข่งขัน MXGP World Championship และ AMA Supercross Championship อีกด้วย งานนี้บอกเลยว่าปีหน้าวงการทางฝุ่น หรือโมโตครอสเดือดจัดแน่นอนครับ ก่อนหน้านี้ก็ไทรอัมพ์ ตอนนี้ก็ดูคาติ กลายเป็นว่ามีผู้เล่นมากขึ้น เชียร์กันสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ และก็ต้องมาดูว่าจ้าวแห่งความเร็วสายทางเรียบจะมาโชว์ศักยภาพบนทางฝุ่นได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tacita เล็งพิชิตศึก Dakar 2024 ด้วยรถแรลลี่ไฟฟ้าของพวกเขา ปัจจุบันมีค่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากมาย แต่ค่ายไหนบ้างล่ะที่ดีจริง เชื่อถือได้ และด้วยเหตุแห่งความสงสัยนี้เองหลาย ๆ ค่ายรถต่างก็พยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันหรือเรซซิ่งนั่นเอง และหนึ่งในนั้นก็คือค่ายรถอิตาลี Tacita เล็งพิชิตศึก Dakar 2024 ด้วยรถไฟฟ้าของพวกเขาเอง หลัง ๆ มานี้หลาย ๆ ท่านที่ติดตามรายการมอเตอร์สปอร์ตมาโดยตลอดน่าจะพอทราบกันดีว่าหลาย ๆ รายการแข่งมักจะมีการเพิ่มรุ่นการแข่งขันที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีในอนาคต เช่น รถไฟฟ้า รถไฮบริด หรือแม้แต่เชื้อเพลิงทางเลือกอื่น ๆ แน่นอนว่ารายการระดับโลกระดับตำนานอย่าง Dakar Rally เองก็หนีไม่พ้น และมีทางค่าย Tacita เองเข้าร่วมการแข่งขันสุดท้าทายนี้ด้วย สำหรับรุ่นการแข่งขันที่ทางดาการ์แรลลี่มีให้ก็คือ Mission 1000 ซึ่งจะเป็นรุ่นที่ส่งเสริมการแข่งขันที่ปลอดการปล่อยคาร์บอน โดยอนุญาตให้รถที่ลงแข่งได้จะต้องเป็นรถพลังงานไฮโดรเจน รถไฮบริด หรือรถไฟฟ้าเท่านั้น ทางค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีดังกล่าวจะลงแข่งด้วยการส่งรถ Discanto เข้าร่วม 2 คันด้วยกัน โดยทางค่ายมีการทำการทดสอบอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2022 โดยมี Pierpaolo Rigo เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งมั่นใจมาก ๆ ว่ารถของทางค่ายนั้นทนทานและมีศักยภาพทางเทคโนโลยีมากพอ กล่าวถึงตัวรถคร่าว ๆ ตัวรถนั้นถูกออกแบบมาให้สมบุกสมบันมากพอที่จะสู้ศึกดาการ์แรลลี่ได้ โดยจะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดแบตเตอรี่ที่ทันสมัย และยังคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักของตัวรถที่ไม่มากจนเกินไป โดยตัวรถมีน้ำหนักเพียง 180 กิโลกรัม ทางค่ายยังเผยออกมาอีกว่าตัวรถสามารถทำท็อปสปีดได้ถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ล็อกไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) นอกจากนี้เพื่อความทนทานมอเตอร์ไฟฟ้าเขายังมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและคอนโทรลเลอร์คอยควบคุมอีกชั้น ทั้งยังมีระบบเกียร์ 5 สปีดเพื่อช่วยตอนที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ยังมีระบบควบคุมจัดการแบตเตอรี่เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มสมรรถนะ และเพื่อความรวดเร็วในการแข่งขัน ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีรองรับการสลับแบตเตอรี่ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายในไม่กี่วินาที เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่น่าสนใจมากทีเดียวคือรองรับทั้งการชาร์จและการสลับเปลี่ยน นอกจากนี้ยังมีความเร็ว ระยะทาง และความทนทานที่ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปนั้นต้องการ ก็ต้องมารอดูล่ะครับว่าจะทำภารกิจของพวกเขาสำเร็จหรือไม่ แล้วจะมาทำตลาดยังต่างประเทศ หรือมาถึงไทยด้วยบ้างหรือเปล่า ขนาดแบรนด์ Cake ที่ไม่คิดว่าจะมาไทย ก็ยังมีจำหน่ายในไทยได้เลย บอกเลยว่ากระแสรถไฟฟ้าบ้านเราแรงจริง ๆ ครับตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJ Motor เตรียมบุกเวที WorldSSP 2024 หลังจากทางฝั่งเวทีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์โปรดักชันชิงแชมป์โลกหรือ WorldSBK ประกาศรายชื่อนักแข่งและทีมแข่งออกมาได้ไม่นาน เราก็ได้สังเกตเห็นว่ามีทีมใหม่อย่าง QJ Motor เตรียมบุกเวที WorldSSP 2024 โดยมีนักแข่งชาวอิตาลีเป็นนักแข่งในสังกัด จริง ๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกแต่อย่างไรกับบทบาทของทาง QJ กับเวทีการแข่งขันระดับโลก ก่อนหน้านี้ก็เคยมาเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีม KTM อย่างทีม Reale Avintia Moto3 ในปี 2022 และในปี 2023 กับ Gresini Racing อีกด้วย ซึ่งก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้พอสมควร แต่ยังไม่อาจจะสู้กับทาง CFMoto ที่เป็นเพื่อนร่วมชาติได้ โดยจะมี Raffaele De Rosa นักแข่งชาวอิตาลีจะมาเป็นนักแข่งให้กับทางทีม QJ Motor Factory Racing โดยใช้รถ QJ GSR 800 ซึ่งเป็นรถที่มาจากประเทศจีนนั่นเอง หรือก็คือ SRK 800 RR ที่มาเปิดตัวในงาน EICMA 2023 นี้เอง อย่างไรก็ดีดู ๆ แล้วอาจจะไม่ส่งผลต่อรูปเกมโดยรวมมากนัก เพราะรถแข่งที่ใช้ลงแข่งนั้นมีการเพิ่มระยะชักให้มีความจุเพิ่มเป็น 798 ซีซี (พื้นฐานเดิมนั้นใช้เครื่องยนต์ของ Honda CBR650R) ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 102 แรงม้า แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นมาพอสมควร แต่ถ้าเราลองเทียบกับ Yamaha R6 ที่ให้แรงม้าเดิม ๆ ที่ 117 แรงม้า ตอนเป็นรถแข่งก็น่าจะแรงขึ้นไปอีก โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 140 – 150 แรงม้า ขณะที่ Ducati Panigale V2 ที่เคยเป็นแชมป์โลกปี 2023 นั้นเดิม ๆ ก็อยู่ที่ 155 แรงม้าแล้ว คิดว่าสุดท้ายก็จะเป็นงานยากสำหรับทางค่าย QJ ที่จะทำรถให้มีสมรรถนะสู้ศึกในรายการนี้ นอกจากนี้ทางค่ายเองยังจะลงแข่งแค่ในรูปแบบของ Supersport Challenge ซึ่งหมายความว่าจะลงแข่งแค่ในยุโรปเท่านั้น หรือนี่คือการลองชิมลางเพื่อที่จะดูแนวทางและความเป็นไปได้ ก่อนที่สุดท้ายจะปรับทัพจัดรถลงมาแข่งเพื่อสร้างเชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ สุดท้ายแล้วจะได้ขายรถโปรดักชันในยุโรปได้นั่นเอง ภาพบางภาพจาก EICMA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก